ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569: สัญญาณว่าธุรกิจไทยยังเดินหน้า
ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 คือภาพรวมรายได้บริษัทไทยและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่สื่อ ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงวิศวกรรมโครงการ ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการบริโภคภายในประเทศแม้ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก แต่ยังสร้างการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักได้ในหลายธุรกิจ และกำลังปลุกให้เกิดรอบการลงทุนใหม่ในศูนย์ข้อมูล พลังงาน และโครงการเมกะโปรเจกต์ระยะยาวที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคตให้เน้นดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจคือการเติบโตไม่ได้กระจุกแค่บริษัทเทคโนโลยี แต่กระจายไปถึงธุรกิจค้าปลีกและบริการที่รู้จักปรับตัวรับยุคดิจิทัล เช่น การใช้สื่อนอกบ้านและสื่อดิจิทัลควบคู่กัน การเชื่อมโมเดลหน้าร้านกับออนไลน์ และการย้ายพอร์ตงานไปสู่งานเฉพาะทางที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน การมองภาพรวมเช่นนี้ทำให้เห็นว่า โมเมนตัมเศรษฐกิจไม่ได้มาจากปัจจัยมหภาคเพียงอย่างเดียว หากมาจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของแต่ละบริษัทที่เลือกลงทุนในศูนย์ข้อมูล ระบบสื่อสาร และแพลตฟอร์มใหม่อย่างต่อเนื่อง
ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์กับกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น: กรณีศึกษา ILM
ในฝั่งค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 ของ ILM กลายเป็นตัวอย่างว่าการปรับกลยุทธ์ร้านและออนไลน์สามารถแปลงเป็นตัวเลขกำไรได้จริง บริษัทมีรายได้รวมครึ่งปีแรก 5,083.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% และมีกำไรงวดครึ่งปีแรก 398.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่กำไรสุทธิ 212.7 ล้านบาท เติบโตถึง 21.1% และรายได้รวมเพิ่มขึ้น 12.5% เป็นสัญญาณว่าแบรนด์ที่ทำงานเชิงรุกเรื่องสาขาใหม่และประสบการณ์ลูกค้า หน้าร้านและออนไลน์ ยังมีพื้นที่เติบโตแม้กำลังซื้อฟื้นตัวจำกัด
คำพูดของผู้บริหารที่ว่า “ช่วง 6 เดือนแรกปีที่ผ่านมา แม้สภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่ ILM ยังคงไม่หยุดนิ่งและยังมีพัฒนาการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง” จึงไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่สะท้อนยุทธศาสตร์จริง ตั้งแต่การเปิดและย้ายสาขา การรีโนเวตโครงการ The Walk ไปจนถึงการปรับรูปแบบขายให้เชื่อมงานโครงการกับหน้าร้าน หากมองในมุมอนาคต ยิ่งการแข่งขันจากอีคอมเมิร์ซต่างประเทศดุเดือดเท่าใด การลงทุนในแบรนด์และเครือข่ายร้านที่สร้างประสบการณ์ต่างหากคือเกราะกำบังที่แท้จริงของผู้เล่นค้าปลีก
| ตัวชี้วัด | ไตรมาส 2/2569 | งวดครึ่งปีแรก 2569 |
|---|---|---|
| รายได้รวม | 2,607.9 ล้านบาท | 5,083.3 ล้านบาท |
| กำไรสุทธิ | 212.7 ล้านบาท | 398.1 ล้านบาท |
| การเติบโตเมื่อเทียบปีก่อน | รายได้ +12.5%, กำไร +21.1% | รายได้ +5.0%, กำไร +1.8% |

เทคโนโลยีดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล: ILINK และ PANEL เร่งเครื่องรับเมกะเทรนด์
ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ILINK แสดงให้เห็นตำแหน่งนำในตลาดสายสัญญาณและอุปกรณ์สื่อสาร โดยไตรมาส 2/69 มีรายได้ 761.94 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 61.94 ล้านบาท และรายได้สะสม 1,734.94 ล้านบาท สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือทิศทางที่บริษัทเดินหน้ารับเมกะเทรนด์ AI, Cloud และศูนย์ข้อมูลที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนความต้องการระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาว โครงการสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูงไปยังเกาะสมุยมูลค่า 1,813 ล้านบาทที่ลงนามเมื่อ 6 กรกฎาคม 2569 และจะเริ่มรับรู้รายได้ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป จึงเป็นตัวแสดงว่าบริษัทกำลังล็อกรายได้อนาคตผ่านงานโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ
ในฝั่งผู้ผลิตงานระบบและงานเฉพาะทาง PANEL เลือกใช้โรงงานใหม่เป็นคันเร่งสร้าง New S-Curve โดยตั้งเป้าดันรายได้ปีนี้ทะลุ 220 ล้านบาท และไต่ระดับสู่ 300 ล้านบาทในปี 2570 และ 400 ล้านบาทในปี 2571 การเพิ่มกำลังการผลิต 2-3 เท่าในระยะสั้น และมีศักยภาพขยายได้ถึง 4 เท่าใน 3 ปี สอดคล้องกับดีมานด์จากศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการโซลูชันงานระบบเฉพาะทาง สิ่งที่สะท้อนชัดคือการปรับกลยุทธ์ ลดงานตกแต่งทั่วไปที่แข่งขันสูง หันไปเน้นงานห้องผ่าตัด ห้องปฏิบัติการ และระบบทางการแพทย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องการมาตรฐานสูงและพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ มากกว่าจะเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว
IND และสัญญาณใหม่จากแบ็กล็อกและพลังงานสะอาด
ในมุมวิศวกรรมโครงการ IND เป็นอีกตัวอย่างของบริษัทที่ใช้แบ็กล็อกเป็นฐานสร้างความมั่นคงให้ผลประกอบการครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการ 413.31 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 13.33 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรก ขณะเดียวกันยังมีงานในมือกว่า 1,900 ล้านบาทที่ทยอยรับรู้รายได้ พร้อมเกาะกระแสเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ แนวทางบริหารต้นทุนแบบตั้งงบสำรองเผื่อฉุกเฉินในทุกโครงการสะท้อนความระมัดระวังที่เหมาะกับยุคที่ต้นทุนมีความผันผวนสูง และหากควบคุมได้ดี ตัวเลขกำไรมีโอกาสขยับขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเร่งการเติบโตของรายได้มากเกินไป
สิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่าคือการมองหา New S-Curve จากธุรกิจสีเขียว บริษัทเตรียมให้บริการออกแบบและให้คำปรึกษาเพื่อขอใบรับรองอาคารเขียว LEED และกำลังศึกษาการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาด ก้าวนี้ทำให้เห็นว่า บริษัทวิศวกรรมไม่ได้มองงานโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเท่านั้น แต่เริ่มเชื่อมงานวิศวกรรมเข้ากับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและสอดรับนโยบายด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว หากการขยายไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดสำเร็จ แบ็กล็อกที่มีอยู่วันนี้จะกลายเป็นเพียงฐานตั้งต้นของโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายกว่าเดิม
ภาพรวม: โมเมนตัมดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานกำลังกำหนดอนาคต
เมื่อมองภาพรวมจากผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 สิ่งที่ชัดเจนคือรายได้บริษัทไทยไม่ได้เติบโตจากการรอเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่จากการตั้งโจทย์ใหม่เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ILM ที่ใช้กลยุทธ์สาขาและออนไลน์ ผลักดันกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ILINK ที่จับเมกะเทรนด์ AI, Cloud และศูนย์ข้อมูลผ่านงานสายสัญญาณและเคเบิลใต้น้ำ PANEL ที่ลงทุนโรงงานใหม่รองรับดีมานด์งานเฉพาะทางจาก Data Center และอุตสาหกรรมแพทย์ หรือ IND ที่ใช้แบ็กล็อกและเตรียม New S-Curve จากพลังงานสะอาดและอาคารเขียว
บทสรุปคือ โมเมนตัมเศรษฐกิจรอบใหม่กำลังก่อตัวบนฐานของดิจิทัล อินฟราสตรักเจอร์ และมาตรฐานสีเขียว มากกว่าการพึ่งพาการท่องเที่ยวหรือส่งออกเพียงอย่างเดียว นักลงทุนและผู้บริหารที่มองเห็นแนวโน้มนี้และกล้าปรับพอร์ตไปสู่ศูนย์ข้อมูล ระบบสื่อสาร และบริการด้านพลังงานสะอาด มีโอกาสเปลี่ยนตัวเองจากผู้เล่นรายย่อย ไปสู่ผู้กำหนดทิศทางในอุตสาหกรรมของตนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ผู้ชนะไม่ใช่คนที่ใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของอนาคตได้เร็วที่สุด






