เมื่อจอภาพกลายเป็นแผนที่ท่องเที่ยวตามรอยหนัง

เมื่อจอภาพกลายเป็นแผนที่ท่องเที่ยวตามรอยหนัง
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์: จากฉากในจอ สู่จุดหมายปลายทางใหม่ของนักเดินทาง

การท่องเที่ยวตามรอยหนังคือกระแสการเดินทางที่ผู้ชมเลือกไปเยือนสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ที่ตนเองประทับใจ เพื่อสัมผัสโลเคชันจริง เบื้องหลังวัฒนธรรม ภูมิประเทศ และบรรยากาศที่เคยเห็นผ่านหน้าจอ โดยใช้ฉากสำคัญเป็นเหมือนแผนที่ทางอารมณ์ เชื่อมโลกสมมติในเรื่องราวเข้ากับพื้นที่จริงบนแผ่นดิน เกิดเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานการเสพคอนเทนต์กับประสบการณ์เดินทางอย่างใกล้ชิดและมีความหมายมากขึ้น มุมมองต่อปรากฏการณ์นี้ไม่ควรถูกมองแค่เป็นเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างใหม่ของระบบนิเวศท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์ เมื่อกองถ่ายต่างชาติเลือกสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีอัตลักษณ์ชัด ภูมิทัศน์โดดเด่น และมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรม เม็ดเงินจึงไม่หยุดอยู่แค่ค่าบริการถ่ายทำ แต่ต่อยอดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวที่ยาวนานผ่านการตามรอยฉากดังและประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมที่ผูกกับพื้นที่นั้นๆ

ตัวเลขที่ถูกพูดถึงมากในวงการคือจำนวนโปรเจกต์ต่างชาติที่ยกกองมาถ่ายทำในช่วงก่อนโควิด มีการระบุว่าปีหนึ่งมีการถ่ายทำถึง 740 โปรเจกต์ สร้างรายได้กว่า 4,800 ล้านบาท ก่อนที่ปีซึ่งเริ่มเปิดประเทศใหม่จะมี 348 โปรเจกต์ แต่สร้างรายได้ถึง 6,400 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นคำพูดอ้างอิงสำคัญที่พิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่างชาติในฐานะผู้เช่าสถานที่ถ่ายทำไม่ใช่แค่สินค้าเชิงศิลปะ หากแต่เป็นกลไกเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักในระดับพันล้านบาทต่อปี เมื่อฉากเดินเรื่องสวยงามถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ผู้ชมจากหลายภูมิภาคเริ่มผูกภาพจำของสถานที่เข้ากับอารมณ์ในเรื่องราว เกิดแรงจูงใจให้เดินทางมาเห็นด้วยตา จับต้องด้วยมือ และใช้เวลาอยู่กับโลเคชันที่เคยเห็นเพียงไม่กี่วินาทีบนจอ สิ่งนี้ทำให้การเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์กลายเป็นทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงคุณค่าต่อการสร้างกระแสท่องเที่ยวตามรอยหนังในระยะยาว

ซอฟต์พาวเวอร์และมาตรการรัฐ: ทำไมตำแหน่งถ่ายทำนานาชาติถึงยิ่งสำคัญตอนนี้

หากถามว่า “ทำไมตอนนี้” คำตอบเริ่มต้นที่การตัดสินใจของรัฐในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างจริงจัง นับตั้งแต่มีมาตรการส่งเสริมให้กองถ่ายต่างชาติสามารถเรียกคืนเงินได้ 15% เมื่อมาลงทุนถ่ายทำในประเทศ ภาพลักษณ์ของการเป็นตำแหน่งถ่ายทำนานาชาติก็ชัดขึ้น แต่จุดพลิกผันคือการปรับอัตราการคืนเงินขึ้นเป็น 20-30% และขยับเพดานจาก 75 ล้านบาทเป็น 150 ล้านบาทต่อเรื่อง เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยกำหนดให้ต้องลงทุนในประเทศไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท มาตรการคืนเงินนี้คือสัญญาณเชิงนโยบายที่บอกชัดว่า การให้ต่างชาติมาใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์คือทางเลือกเศรษฐกิจระดับชาติ ไม่ใช่แค่โอกาสเฉพาะกิจของเจ้าของโลเคชัน หรือทีมโปรดักชันในพื้นที่ เมื่อรัฐยอมคืนเงินรวมแล้ว 772 ล้านบาทให้กับโปรเจกต์ต่างชาติ 29 เรื่องในปีที่ผ่านมา แปลว่ารัฐยอมลงทุนล่วงหน้าเพื่อแลกกับเม็ดเงินและการประชาสัมพันธ์เชิงซอฟต์พาวเวอร์ที่กระจายออกไปทั่วโลกผ่านคอนเทนต์เหล่านั้น

อย่างไรก็ดี การทุ่มมาตรการจูงใจไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ หากไม่มีความเข้าใจว่าคอนเทนต์ต่างชาติสามารถแปลงเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร การคืนเงินให้โปรดักชันก็เสี่ยงจะเป็นแค่การอุดหนุนต้นทุน โดยไม่สร้างผลตอบแทนเชิงโครงสร้างในระยะยาว สิ่งที่ควรทำควบคู่คือการวางยุทธศาสตร์ให้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ถูกแปลงสภาพเป็น “แลนด์มาร์กตามรอยหนัง” อย่างเป็นระบบ มีการเชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานท่องเที่ยว เตรียมสื่อแนะนำเส้นทาง และทำงานกับชุมชนให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในแบบที่ไม่ทำลายวิถีชีวิต เมื่อการส่งเสริมกองถ่ายถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ของซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ใช่แค่การดึงเงินลงทุนระยะสั้น เม็ดเงินที่รัฐคืนให้จึงเป็นการลงทุนในทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์ ที่มีโอกาสแปรสภาพเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวในอนาคตมากกว่าตัวเลขในงบประมาณ

คอนเทนต์ต่างชาติปลุกกระแสท่องเที่ยวตามรอยหนังอย่างไร

พลังของคอนเทนต์ต่างชาติในการสร้างกระแสท่องเที่ยวตามรอยหนังเห็นได้ชัดในหลายกรณี ตั้งแต่ซีรีส์เกาหลีอย่าง King the Land ที่ใช้ฉากเมืองและแลนด์มาร์กสำคัญหลายแห่ง ทั้งห้างสรรพสินค้า ริเวอร์ฟรอนต์ วัดริมแม่น้ำ และถนนคนเดิน ให้ผู้ชมเห็นมุมมองแบบภาพเล่าเรื่องที่สวยงามและเข้าถึงอารมณ์ กระแสในโซเชียลมีเดียที่พูดถึงฉากเหล่านี้ ทำให้ชื่อสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ถูกค้นหาอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นต้นทางของการวางแผนเดินทางในหมู่แฟนซีรีส์ต่างชาติ ตัวอย่างอีกกรณีคือมิวสิกวิดีโอเพลง Party ของวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังจากเกาหลีที่เลือกโลเคชันเป็นเกาะสมุย ภาพชายหาดและทะเลที่ถ่ายออกมาอย่างมีสไตล์ ทำให้แฟนคลับต่างชาติชื่นชมว่าทะเลสวยและน่าไปเยือนสักครั้ง นี่คือกรณีศึกษาแบบตรงไปตรงมาว่า เมื่อสถานที่ถูกใช้เป็นฉากเล่าเรื่องในคอนเทนต์ต่างชาติที่มีฐานแฟนระดับสากล สถานที่นั้นจะได้เวลาออกอากาศฟรีในสายตาผู้ชมทั่วโลก และมีโอกาสถูกรับรู้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ควรตามรอย

ประเด็นสำคัญคือการที่ผู้ชมไม่ได้เพียงเห็นสถานที่ แต่รับรู้ถึง “ความเป็นหนึ่งเดียว” ของโลเคชันกับเรื่องราว ความเป็นไทยที่แฝงอยู่ในฉาก ทั้งสถาปัตยกรรมริมแม่น้ำ ตลาดคนเดิน วัด และร้านอาหารท้องถิ่น ถูกใช้เป็นจิ๊กซอว์เติมเต็มความสมบูรณ์ของเนื้อหา ทำให้ผู้ชมเชื่อมภาพจำของเสน่ห์ท้องถิ่นเข้ากับอารมณ์ของตัวละคร เมื่อคอนเทนต์จบลง ความอยากไปสัมผัสด้วยตาตัวเองจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานด้านท่องเที่ยวยังปล่อยให้กระแสเหล่านี้ไหลไปเองโดยไม่จัดระบบรองรับ โอกาสจะหลุดมือไปง่าย การทำแคมเปญท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบเฉพาะแฟนคอนเทนต์ เช่น เส้นทางเดินตามรอยฉากดัง แพ็กเกจอาหารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเปลี่ยนความสนใจชั่วคราวให้เป็นการตัดสินใจเดินทางและใช้จ่ายจริงในพื้นที่

เมื่อเวทีวัฒนธรรมกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว: กรณี Weibo Cultural Communication Night

การที่ตำแหน่งถ่ายทำนานาชาติและเวทีวัฒนธรรมข้ามชาติไหลมาบรรจบกัน ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ของการท่องเที่ยวที่ซับซ้อนกว่าเดิม กิจกรรม Weibo Cultural Communication Night ที่จัดขึ้นริมแม่น้ำสายหลักของเมืองหลวงคือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ งานนี้ไม่ได้มีเพียงพรมแดงและการแสดง หากแต่ขยายขอบเขตไปสู่ “ตลาดวัฒนธรรมและค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง” รวมอาหารจีนและไทย ของเล่นและสินค้าสร้างสรรค์ กิจกรรมอินเทอร์แอ็กทีฟ และแบรนด์สกินแคร์และแฟชั่นท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกันในพื้นที่เดียว ความน่าสนใจคือการจับมือกับสำนักงานการท่องเที่ยวของมาเก๊า เปิดประสบการณ์ “เสน่ห์มาเก๊า × ค่ำคืนกรุงเทพฯ” ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของสองเมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยาในที่เดียว นี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมบันเทิง แต่คือการออกแบบพื้นที่ท่องเที่ยวชั่วคราวที่ตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ผู้เข้าร่วมงานเดินอยู่ท่ามกลางอาหาร กลิ่นหอม เสียงหัวเราะ และการพบปะศิลปินที่มาร่วมเดินชมตลาดแบบไม่เป็นทางการ ทำให้เวทีวัฒนธรรมกลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่จับต้องได้จริง

เมื่อการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเชื่อมโยงระหว่างสองวัฒนธรรมก็ลึกขึ้น จากงานครั้งแรกที่เดินทางมาจัดในประเทศเมื่อปี 2568 พร้อมคำสัญญาว่า “เราจะกลับมาพบกันที่นี่อีก” กระทั่งกลับมาจัดอีกครั้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อตั้งคำถามใหม่ว่าเมื่อการแลกเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องสามัญแล้วจะยกระดับเชื่อมโยงนี้ไปสู่อะไร แสดงให้เห็นว่าผู้จัดมองพื้นที่จัดงานไม่ใช่แค่โลเคชันชั่วคราว แต่เป็นฐานระยะยาวของความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเมื่อมีการระบุชัดว่า จากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา Weibo Cultural Communication Night จะเดินทางสู่จุดหมายต่อไป ก็เป็นการยืนยันว่าโมเดล “เวทีวัฒนธรรม-พื้นที่ท่องเที่ยว” จะไม่หยุดอยู่แค่เมืองเดียว แต่จะเดินทางไปสร้างระบบนิเวศคล้ายกันในหลายเมือง หลากประเทศ สร้างเครือข่ายสถานที่ที่ผู้คนจำได้จากทั้งคอนเทนต์และประสบการณ์ตรง ยิ่งย้ำว่าการเป็นตำแหน่งถ่ายทำนานาชาติและเวทีวัฒนธรรมคือข้อได้เปรียบเชิงซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลัง

เมื่อจอภาพกลายเป็นแผนที่ท่องเที่ยวตามรอยหนัง

เศรษฐกิจฐานรากและอนาคตของการท่องเที่ยวตามรอยหนัง

คำถามสำคัญคือ ใครได้ประโยชน์เมื่อฉากในจอกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยหนัง คำตอบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือบริษัทโปรดักชัน แต่ไหลลงไปถึงธุรกิจรากหญ้า ร้านอาหารท้องถิ่น คนขับรถ และแรงงานบริการในพื้นที่ เมื่อมีการเปิดสถานที่ให้เช่าถ่ายทำคอนเทนต์ต่างชาติ และต่อเนื่องด้วยการกลับมาของนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสฉากจริง รายได้จึงกระจายลงสู่ชุมชนมากขึ้น การประเมินรายได้การท่องเที่ยวในปีหนึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะสร้างเม็ดเงินราว 1.44 ล้านล้านบาท ตามข้อมูลของ ttb analytics ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าทั้งหมดมาจากการท่องเที่ยวตามรอยหนัง แต่สะท้อนภาพรวมว่าการท่องเที่ยวกลับมามีทิศทางที่ดี และซอฟต์พาวเวอร์ด้านคอนเทนต์ซึ่งเริ่ม “ติดเครื่องทำงาน” มีส่วนช่วยกระตุ้นเม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน

สำนักนายกรัฐมนตรีเผยว่าในช่วงสี่เดือนแรกของปี มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้า 8.5 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 350,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังส่งผลดีต่อผู้ประกอบการทั้งในและนอกอุตสาหกรรม รวมถึงภาคแรงงานกว่า 11 ล้านคน เมื่อเทียบกับพลังของคอนเทนต์ต่างชาติที่ใช้โลเคชันในประเทศเป็นฉากสำคัญ เราจึงมีเหตุผลเพียงพอจะเชื่อมโยงว่า การวางยุทธศาสตร์ให้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์กลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม คือหนึ่งในกลไกที่ช่วยทำให้ตัวเลขเหล่านี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน อนาคตของการท่องเที่ยวตามรอยหนังจึงขึ้นอยู่กับความกล้าคิดระยะยาวว่า สถานที่ถ่ายทำไม่ใช่แค่ฉากสวยๆ ในคอนเทนต์ แต่เป็นทรัพย์สินที่ต้องบริหารจัดการ มีการดูแลสิ่งแวดล้อม คงอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างประสบการณ์ที่เคารพชุมชน หากทำได้ การท่องเที่ยวตามรอยหนังจะไม่ใช่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นเสาหลักใหม่ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยืนเคียงข้างการท่องเที่ยวรูปแบบดั้งเดิมอย่างมั่นคง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!