จากจักรวรรดินางฟ้าสู่สนามทดลองความหลากหลาย
Victoria's Secret rebrand คือกระบวนการที่แบรนด์ชุดชั้นในระดับตำนานปรับภาพลักษณ์ กลยุทธ์ และนิยามความเซ็กซี่ใหม่ จากการยึดติดกับนางแบบรูปร่างเพอร์เฟกต์เพื่อเอาใจสายตาผู้ชาย ไปสู่การให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายของรูปร่าง เชื้อชาติ และอัตลักษณ์ทางเพศสะท้อนอยู่ทั้งบนรันเวย์และในสินค้า เพื่อให้ความงามกลายเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนไม่กี่ไซซ์ไม่กี่สัดส่วน
การเปลี่ยนทิศครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจโรแมนติก แต่เกิดจากวิกฤตเต็มรูปแบบ ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐลดจาก 33% เหลือ 24% ระหว่างปี 2016 ถึง 2018 ก่อนจะร่วงต่อเหลือ 21% และต้องปิดร้านถาวรกว่า 250 แห่ง ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่าโมเดล “นางฟ้าสุดเซ็กซี่” ไม่เวิร์กกับผู้บริโภคยุคใหม่อีกต่อไป แถมแบรนด์ยังถูกวิจารณ์ว่าผลิตภัณฑ์ออกแบบมาเพื่อรูปร่างที่ไม่สมจริง ไม่ได้สะท้อนผู้หญิงส่วนใหญ่ในชีวิตจริง เมื่อโลกเปลี่ยนแต่แบรนด์ไม่ขยับ ผลลัพธ์คือการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

จุดจบของโปรแกรม Angel และการหักเลี้ยวครั้งใหญ่
การยุติโปรแกรม Angel ไม่ใช่แค่การเลิกใช้ปีกนางฟ้า แต่คือการประกาศว่ามาตรฐานความงามแบบเดิมถูกปลดเกษียณอย่างเป็นทางการ งานแฟชั่นโชว์ประจำปีที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ถูกยกเลิกในปี 2019 หลังความนิยมตกต่ำและกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้น พร้อมกับคำวิจารณ์ว่าภาพลักษณ์เหล่านางฟ้าทำให้ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ใช่คนของแบรนด์นี้”
ควบคู่กับยอดขายที่ชะงักงัน แบรนด์ยังต้องเผชิญสกandalด้านพฤติกรรมทางเพศของผู้บริหารเก่า และความสัมพันธ์กับผู้กระทำผิดทางเพศชื่อดัง สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพลักษณ์ Victoria's Secret ผูกติดกับวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่แบบเข้มข้น เดิมทีแบรนด์ให้ความสำคัญกับรสนิยมของผู้ชายมากกว่าความต้องการของผู้หญิงซึ่งเป็นลูกค้าหลัก เมื่อโลกหันไปหาความเท่าเทียมและความปลอดภัย แบรนด์ที่ยังยืนอยู่บนโครงสร้างเก่าแทบไม่มีที่ยืน การ “กำจัดนางฟ้าสุดเซ็กซี่ออกไป และปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลใหม่ทั้งหมด” จึงเป็นทั้งการชำระอดีตและการรีเซ็ตตัวเองครั้งใหญ่

Victoria's Secret Fashion Show 2026 เมื่อรันเวย์กลายเป็นกระจกของผู้หญิงส่วนใหญ่
Victoria's Secret Fashion Show 2026 คือเวทีพิสูจน์ว่าคำว่า fashion model diversity ของแบรนด์เป็นของจริงหรือแค่คำโฆษณา รันเวย์ครั้งล่าสุดถูกออกแบบให้โอบรับความหลากหลายทั้งด้านสรีระและอัตลักษณ์ทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม เราเห็นซูเปอร์โมเดลผิวดำอย่าง Anok Yai เดินในลุคบอดี้สูทประดับกลีบดอกไม้ยักษ์ เป็นตัวแทนว่าสีผิวเข้มไม่ใช่อุปสรรคของความงามอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน Ashley Graham ซูเปอร์โมเดลพลัสไซซ์กลับมาเดินแบบ พร้อมเล่าประสบการณ์เรื่องไซซ์ที่เคยเป็นกำแพงในอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้หญิงกว่า 67% ในสหรัฐที่มีไซซ์ 14 ขึ้นไปเห็นตัวเองบนรันเวย์ระดับโลก ด้าน Alex Consani นางแบบทรานสเจนเดอร์ก็ยืนยันพื้นที่ของผู้หญิงข้ามเพศท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ การกลับมาของนางแบบที่ขับเคลื่อนประเด็นทรานสเจนเดอร์และสาวพลัสไซซ์ แสดงให้เห็นว่ารันเวย์นี้ก้าวผ่านกรอบความงามเดิมไปสู่ inclusive beauty standards ที่เปิดกว้างและครอบคลุมมากขึ้น

จากแบรนด์เอาใจผู้ชายสู่เพื่อนคู่ใจผู้หญิง
หากมองย้อนกลับไป lingerie brand evolution ของ Victoria's Secret สะท้อนเส้นทางจากการเป็นแบรนด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ชายซื้อชุดชั้นในได้อย่างสบายใจ ไปสู่แบรนด์ที่ประกาศให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน เดิมทีแนวคิดความเซ็กซี่ของแบรนด์ผูกกับรูปร่างเพรียวบาง หน้าอกสะโพกชัด และความเย้ายวนแบบที่ผู้ชายปรารถนา ผลิตภัณฑ์จำนวนมากจึงถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะกับคนทั่วไป และเหมือนสร้างขึ้นมาเพื่อนางแบบรูปร่างไม่สมจริงเท่านั้น
การฟื้นฟูแบรนด์ในช่วงหลังทำให้แนวคิดนี้ถูกทบทวนใหม่ บริษัทประกาศว่าจะเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความเซ็กซี่ให้กลายเป็นการเป็นเพื่อนคู่ใจของผู้หญิง แทนที่จะทำให้พวกเธอรู้สึกไม่มั่นใจกับมาตรฐานรูปร่างสมบูรณ์แบบแบบเดิม ใบหน้าใหม่ของแบรนด์ประกอบด้วยผู้หญิงหลากหลายอาชีพ อายุ รูปร่าง และเชื้อชาติ ตั้งแต่นักฟุตบอล นักสกี นางแบบพลัสไซซ์ นักข่าว ไปจนถึงดาราข้ามเพศและนางแบบผิวสีจากซูดานใต้ พวกเธอไม่ได้ถูกเลือกเพราะรูปร่างเพอร์เฟกต์ แต่เพราะเป็นตัวแทนของผู้หญิงกลุ่มต่างๆ และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ

ผลกระทบต่อผู้บริโภค และเดิมพันครั้งต่อไปของแบรนด์
คำถามสำคัญคือผู้หญิงธรรมดาได้อะไรจาก Victoria's Secret rebrand ครั้งนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือการขยายสินค้าและประสบการณ์ในร้านให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากขึ้น บริษัทตั้งเป้าขยายไปสู่สายผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงการเน้นหมวดชุดกีฬา หุ่นโชว์ไซซ์มาตรฐานถูกแทนที่ด้วยหุ่นที่มีรูปร่างและขนาดต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพตัวเองในสินค้าได้มากขึ้น แคมเปญวันแม่ที่ใช้นางแบบตั้งครรภ์และสัญญาจะพัฒนาชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงให้นมบุตร ก็สะท้อนว่าความเป็นแม่ไม่ถูกมองว่า “ไม่เซ็กซี่” อีกต่อไป
ในเชิงโครงสร้าง แบรนด์ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น Victoria's Secret & Co หลังแยกตัวและกลายเป็นบริษัทอิสระที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ร้านค้าที่ร่วมเป็นพันธมิตรในยุคใหม่จะถูกปรับให้มีความหลากหลายและเปิดกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกันงานแฟชั่นโชว์ถูกนำกลับมาในรูปแบบใหม่ตั้งแต่ปี 2024 และเดินหน้าต่อในปี 2026 พร้อมเจตนารมณ์สนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียม สำหรับผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงนี้คือการได้เห็นแบรนด์หรูยอมรับว่ามาตรฐานความงามแบบแคบเคยทำร้ายผู้หญิง และตอนนี้พวกเขากำลังพยายามชดเชยด้วยการให้พื้นที่กับทุกสรีระและทุกอัตลักษณ์ แม้เดิมพันครั้งนี้ยังต้องพิสูจน์ในระยะยาว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้เขียนนิยามความงามบนรันเวย์ใหม่ไปแล้ว







