แอร์เอเชียกลับมาแรง หลังยุคโควิด
หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 แอร์เอเชียกำลังเร่งเดินหน้าแผนเติบโตครั้งใหญ่ทั้งในเอเชียและตะวันออกกลาง เตรียมสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น A220 ครั้งมโหฬารราว 100 ลำ สะท้อนภาพการกลับมารุกคืบธุรกิจอย่างจริงจังของสายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายนี้
ดีล A220 ที่อาจกลายเป็น “ครั้งใหญ่สุด”
รายงานระบุว่า AirAsia ใกล้บรรลุข้อตกลงสั่งซื้อเครื่องบินภูมิภาค Airbus A220 ประมาณ 100 ลำ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งสายการบินและผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Airbus
ทั้งสองฝ่ายตกลงเงื่อนไขหลักกันไปแล้ว
มีโอกาสประกาศอย่างเป็นทางการได้เร็วสุดภายในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม เส้นตายยังอาจขยับได้ เพราะการเจรจายังอยู่ในขั้นความลับสูง
หากลงนามคำสั่งซื้อระดับ 100 ลำจริง ดีลนี้จะถูกจารึกว่าเป็น ดีล A220 ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น และยังมีทางเลือกเสริมที่อาจขยายยอดรวมถึง 150 ลำ หากแอร์เอเชียเดินหน้าเพิ่มคำสั่งซื้อในเฟสถัดไป
กลยุทธ์ใหญ่ของ Tony Fernandes หลังปรับโครงสร้าง
AirAsia ภายใต้การนำของนักธุรกิจชาวมาเลเซีย Tony Fernandes กำลังเร่งขยับเกมครั้งใหญ่ หลังจากช่วงโควิดจำเป็นต้องลดขนาดการดำเนินงานและปรับโครงสร้างทางการเงินเพื่อเอาตัวรอด
ตอนนี้เป้าหมายไม่ใช่แค่กลับมาเหมือนเดิม แต่คือการ “โตต่อ” ให้ใหญ่กว่าเดิม
นอกจากฐานเดิมในเอเชีย แอร์เอเชียเตรียมขยายปีกไปยังตะวันออกกลาง
วางแผนตั้งฮับใหม่ที่ประเทศบาห์เรนภายในปีนี้
ใช้บาห์เรนเป็นฐานเชื่อมต่อเที่ยวบินต่อไปยังยุโรป เปิดเส้นทางไกลด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้มากขึ้น
นี่ไม่ใช่แค่การฟื้นตัว แต่คือการวางหมากสู่การเป็นเครือข่ายสายการบินราคาประหยัดระดับภูมิภาค–ข้ามภูมิภาคอย่างเต็มตัว
ฝูงบินปัจจุบัน: all-Airbus และดีลเก่าที่เพิ่งเซ็นไป
ปัจจุบัน AirAsia ใช้ฝูงบินแบบ all-Airbus ราว 250 ลำ เป็นหลัก
โครงสร้างฝูงบินส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวแคบ
มีคำสั่งซื้อคงค้างเกือบ 400 ลำ ส่วนใหญ่คือเครื่องตระกูล A320 รุ่นยอดนิยมของ Airbus
เมื่อกลางปีที่แล้ว แอร์เอเชียเพิ่งทำดีลสำคัญไปแล้วรอบหนึ่ง
บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นซื้อ A321neo รุ่นระยะไกลพิเศษสูงสุด 70 ลำ
มูลค่าคำสั่งซื้อขั้นต่ำกว่า 12.3 พันล้านดอลลาร์
พร้อมแผนทยอยปลดระวางฝูงเครื่องบินลำตัวกว้าง เพื่อลดต้นทุนและจัดพอร์ตฝูงบินให้เหมาะกับดีมานด์จริงมากขึ้น
ดีล A220 จึงถูกมองเป็นการ “ต่อจิ๊กซอว์” ให้ครบทั้งฝั่งระยะไกลและฝั่งภูมิภาค
ทำไมต้อง A220? ตัวเล็กแต่เกมบิ๊ก
ดีล A220 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกิจ แต่ใช้เวลาเจรจายาวนาน เริ่มคุยกันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
A220 คือเครื่องบินที่ออกแบบมาจับตลาดเส้นทางระยะสั้น–กลางที่มีผู้โดยสารไม่หนาแน่นมาก แต่ต้องการความคุ้มค่าทั้งต้นทุนและการใช้งาน
รองรับผู้โดยสารประมาณ 100–160 ที่นั่ง
ขนาดเล็กกว่าเครื่องบินลำตัวแคบรุ่นหลักที่แอร์เอเชียใช้อยู่ในปัจจุบัน
แม้จะเล็กลง แต่กลับเปิดโอกาสใหม่ให้สายการบินอย่างชัดเจน
ทำให้แอร์เอเชียสามารถบินเข้า–ออก สนามบินขนาดเล็ก ได้ง่ายขึ้น
เปิดเส้นทางใหม่ที่ดีมานด์ยังไม่มากพอสำหรับเครื่องบินลำตัวแคบมาตรฐาน
ทดสอบตลาดใหม่ได้โดยไม่ต้องแบกต้นทุนเก้าอี้ว่างจำนวนมาก
พูดง่าย ๆ คือ A220 อาจกลายเป็น “เครื่องมือเจาะตลาดนิช” ที่ช่วยให้แอร์เอเชียขยายรากไปถึงเมืองรอง เมืองเล็ก แต่มีศักยภาพซ่อนอยู่
ฝั่ง Airbus ก็ได้อานิสงส์เต็ม ๆ
ไม่ใช่มีแต่แอร์เอเชียที่ได้ประโยชน์ ดีลนี้คือโอกาสทองของ Airbus เช่นกัน
คำสั่งซื้อระดับสามหลักของ A220 จะเป็นแรงส่งสำคัญ ให้โปรแกรมเครื่องบินขนาดเล็กเชิงพาณิชย์รุ่นนี้ หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญทั้งยอดขายที่โตช้ากว่าที่คาด และปัญหาคอขวดในซัพพลายเชนซึ่งจำกัดกำลังการผลิต
รายละเอียดฝั่งการผลิตของ A220 ปัจจุบันคือ
สายการผลิตหลักอยู่ที่เมืองมิราเบล ประเทศแคนาดา
อีกหนึ่งฐานผลิตอยู่ที่เมืองโมบิล รัฐแอละแบมา สหรัฐอเมริกา
ดีลกับแอร์เอเชียจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มยอดขายธรรมดา แต่ยังช่วย สร้างความเชื่อมั่นในโครงการ A220 ทั้งต่อสายการบินรายอื่นและต่อซัพพลายเออร์ ว่าโปรแกรมนี้เดินหน้าต่ออย่างจริงจัง
สรุป: ดีลเดียวที่เปลี่ยนเกมทั้งภูมิภาค
หากดีล A220 ของแอร์เอเชียถูกปิดจบอย่างเป็นทางการด้วยตัวเลขสามหลัก ภูมิทัศน์สายการบินราคาประหยัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
แอร์เอเชียได้เครื่องมือใหม่ในการเปิดเส้นทางเมืองรองและสนามบินเล็ก
Airbus ได้ดีลเรือธงยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นใน A220
ผู้โดยสารได้ทางเลือกเส้นทางและความถี่เที่ยวบินที่มากขึ้นในอนาคต
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า หลังยุคโควิดผ่านไป เกมต่อไปไม่ใช่แค่ใครจะรอด แต่คือ ใครกล้าบุกและวางหมากไกลกว่ากัน และดีล A220 ครั้งนี้ ก็ดูเหมือนแอร์เอเชียจะตั้งใจประกาศว่าพวกเขาอยู่ในกลุ่มนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

