รับแอปรับแอป

วัคซีนไข้ซิกาฝีมือคนไทยก้าวแรกของโลก: ป้องกันได้ทั้งสายพันธุ์เอเชียและแอฟริกา

อนุชา วัฒนกุล01-30

วัคซีนซิกา: จากวิกฤตการระบาด สู่ความหวังใหม่ของคนไทย

โรค “ไข้ซิกา” (Zika Fever) คือหนึ่งในโรคติดเชื้อที่ยุงลายเป็นพาหะ ซึ่งเคยสร้างความตื่นตัวไปทั้งประเทศจากการระบาดของ ไข้ซิกาสายพันธุ์เอเชีย ในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2559

แม้โรคนี้จะยังไม่มียาป้องกันโดยตรง แต่ความตั้งใจที่จะเห็นคนไทยมีวัคซีนใช้เองในประเทศ ทำให้เพียงไม่กี่ปีต่อมา ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลสามารถพัฒนา วัคซีนป้องกันไข้ซิกา ฝีมือคนไทยสำเร็จเป็นครั้งแรก สานต่อบทบาทของมหิดลในฐานะสถาบันที่เป็นที่พึ่งด้านการแพทย์และสุขภาพของประชาชนมาอย่างยาวนาน

ไข้ซิกาอันตรายแค่ไหน ทำไมต้องรีบป้องกัน

ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิกาจากยุงลาย อาจมีอาการสำคัญ เช่น

  • ไข้สูง

  • เยื่อบุตาอักเสบ

  • ผื่นขึ้นตามตัว

  • อ่อนเพลีย

กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ สตรีมีครรภ์ เพราะเชื้อสามารถส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทำให้

  • ศีรษะเล็กกว่าปกติ

  • สมองพิการ หรือพัฒนาไม่สมบูรณ์

ยิ่งไปกว่านั้น ไวรัสซิกายังสามารถ ติดต่อจากแม่สู่ลูก และ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ ทำให้ความจำเป็นของวัคซีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ สำคัญกับทั้งหญิงและชาย อย่างเท่าเทียมกัน

จุดพลุครั้งแรกของโลก: วัคซีนที่กันได้ทั้งสายพันธุ์เอเชียและแอฟริกา

ปัจจุบันเชื้อไวรัสซิกามีการพบในหลายภูมิภาคของโลก ทั้งสายพันธุ์เอเชียที่มักพบในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสายพันธุ์ที่พบในทวีปแอฟริกา

ด้วย ประสบการณ์ด้านการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนมากว่า 4 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล จึงสามารถต่อยอดองค์ความรู้ จนพัฒนา วัคซีนป้องกันไข้ซิกา ที่

  • ป้องกันได้ทั้ง สายพันธุ์เอเชีย

  • และ สายพันธุ์แอฟริกา

ในหลอดทดลองสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

วางเป้าเป็นวัคซีนพื้นฐาน: ฉีดตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์

ในมุมมองเชิงนโยบาย วัคซีนนี้มีศักยภาพที่จะถูกผลักดันให้กลายเป็น วัคซีนพื้นฐาน สำหรับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยเริ่มเจริญพันธุ์และเด็กผู้หญิง โดยแนวทางที่คาดการณ์ไว้ เช่น

  • ฉีดป้องกันตั้งแต่ ก่อนการตั้งครรภ์

  • ฉีดใน เด็กหญิงอายุ 10 – 12 ปี

  • แบ่งเป็น 2 เข็ม

    • เข็มที่ 1: ฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเริ่มต้น

    • เข็มที่ 2: ฉีดกระตุ้นในอีก 4 สัปดาห์ ต่อมา

หากวางระบบได้ดี วัคซีนนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะมีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันที่อยู่ได้นานหลายสิบปี

วัคซีนเชื้อตาย ปลอดภัยตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก

ทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้นำการพัฒนา วัคซีนป้องกันไข้ซิกาสายพันธุ์เอเชีย ได้เผยผลการทดสอบเบื้องต้นว่า

  • ผ่านการทดลองในสัตว์แล้ว

  • พบว่ามี ความปลอดภัยสูง

วัคซีนนี้เป็น วัคซีนเชื้อตาย ที่ผลิตภายใต้หลักการขององค์การอนามัยโลก โดยมีกระบวนการสำคัญคือ

  • นำเชื้อไวรัสซิกามาทำให้ตาย

  • ผ่านกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนที่ไม่พึงประสงค์

  • ก่อนนำไปทดลองฉีดในสัตว์เพื่อประเมินความปลอดภัย

โครงสร้างแบบเชื้อตายช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัย และเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้มายาวนานในวัคซีนหลายชนิดแล้ว

หนึ่งเข็ม หลายโรค: วิสัยทัศน์วัคซีนอนาคต

ในอนาคตโรคอุบัติใหม่อาจเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก แนวคิดการใช้เทคโนโลยีวัคซีนรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ ป้องกันได้หลายโรคในเข็มเดียว จึงเป็นทางเลือกที่น่าจับตา

สำหรับกรณีของไข้ซิกา ซึ่งมีสาเหตุจาก เชื้อไวรัสในตระกูลฟลาวิไวรัส (Flavivirus) ทีมวิจัยมองไปไกลกว่านั้นว่า

  • อาจพัฒนาวัคซีนให้สามารถ ป้องกันไวรัสหลายชนิดในตระกูลเดียวกันได้ในเข็มเดียว

  • มีโอกาสป้องกันร่วมกับโรค เช่น
    • ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese encephalitis : JE)

    • ไวรัสเวสต์ไนล์ (West Nile virus : WNV)

ถ้าทำสำเร็จจริง นั่นหมายถึงการฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียว แต่กันได้หลายโรคในกลุ่มไวรัสใกล้เคียงกัน เป็นก้าวสำคัญของสาธารณสุขระดับภูมิภาคและระดับโลก

จากห้องแล็บสู่โรงงาน: เส้นทางสู่การใช้จริง

แม้งานวิจัยในห้องทดลองจะสำเร็จแล้ว แต่เส้นทางสู่การนำวัคซีนไปใช้จริงกับประชาชนยังต้องเดินต่ออย่างเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะในมิติของการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

การผลิตวัคซีนให้ใช้ได้อย่างแพร่หลาย ต้องอาศัยโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practices) ซึ่งหมายถึง

  • ใช้งบลงทุนเริ่มต้น หลายร้อยล้านบาท

  • เริ่มจากการผลิตใน โรงงานกึ่งอุตสาหกรรม (pilot scale)

  • ทดสอบความปลอดภัย ระยะที่ 1 ในกลุ่มขนาดเล็ก

  • จากนั้นขยายสู่การทดสอบ ระยะที่ 2 ในกลุ่มขนาดกลาง

เมื่อมีข้อมูลชัดเจนว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีศักยภาพเพียงพอ จึงจะเข้าสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบภายใต้มาตรฐาน GMP

โรดแมปสู่การฉีดจริง: ขั้นตอนที่ต้องผ่าน

หลังจากยืนยันความปลอดภัยในระยะแรก ๆ แล้ว วัคซีนจะเดินหน้าต่อไปตามลำดับขั้นที่เข้มงวด

  • เมื่อพร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรม คาดว่า
    • ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี ในกระบวนการต่าง ๆ

  • จากนั้นจึงเข้าสู่การทดสอบ ระยะที่ 3

    • ทดสอบในกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่

    • ประเมินทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจริง

หากผลการทดสอบยืนยันว่า วัคซีนสามารถป้องกันไข้ซิกาได้ดี ก็จะถึงจุดที่สามารถ นำไปใช้ฉีดในประชาชนทั่วไป ได้อย่างมั่นใจ

ปัญญาของแผ่นดิน และโอกาสของอุตสาหกรรมไทย

มหาวิทยาลัยมหิดลยังคงยืนหยัดในบทบาท “ปัญญาของแผ่นดิน” เดินเคียงข้างคนไทย เพื่อผลักดันให้ประเทศมีศักยภาพในการคิดค้นและพัฒนาวัคซีน สำหรับรับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ วัคซีนไข้ซิกาสายพันธุ์เอเชีย และวัคซีนที่ต่อยอดป้องกันได้หลายสายพันธุ์ เส้นทางสู่ความสำเร็จระดับอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างโรงงานของรัฐเองเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญคือ

  • การให้สิทธิการผลิตและดำเนินการเชิงพาณิชย์ (licensing) แก่โรงงานอุตสาหกรรมเอกชนที่ได้มาตรฐาน GMP

แนวทางนี้จะช่วยให้

  • ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้เร็วขึ้น

  • มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เชื่อถือได้

  • เปิดโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตวัคซีนที่สำคัญในภูมิภาค

เมื่อวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และนโยบายสาธารณสุขเดินไปพร้อมกัน วัคซีนซิกาฝีมือคนไทยอาจไม่ใช่แค่เกราะป้องกันโรค แต่คือสัญลักษณ์ของความพร้อมของประเทศ ในการรับมือโรคอุบัติใหม่ในอนาคตด้วยตัวเองอย่างแท้จริง