วัคซีนซิกา: จากวิกฤตการระบาด สู่ความหวังใหม่ของคนไทย
โรค “ไข้ซิกา” (Zika Fever) คือหนึ่งในโรคติดเชื้อที่ยุงลายเป็นพาหะ ซึ่งเคยสร้างความตื่นตัวไปทั้งประเทศจากการระบาดของ ไข้ซิกาสายพันธุ์เอเชีย ในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2559
แม้โรคนี้จะยังไม่มียาป้องกันโดยตรง แต่ความตั้งใจที่จะเห็นคนไทยมีวัคซีนใช้เองในประเทศ ทำให้เพียงไม่กี่ปีต่อมา ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลสามารถพัฒนา วัคซีนป้องกันไข้ซิกา ฝีมือคนไทยสำเร็จเป็นครั้งแรก สานต่อบทบาทของมหิดลในฐานะสถาบันที่เป็นที่พึ่งด้านการแพทย์และสุขภาพของประชาชนมาอย่างยาวนาน
ไข้ซิกาอันตรายแค่ไหน ทำไมต้องรีบป้องกัน
ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิกาจากยุงลาย อาจมีอาการสำคัญ เช่น
ไข้สูง
เยื่อบุตาอักเสบ
ผื่นขึ้นตามตัว
อ่อนเพลีย
กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ สตรีมีครรภ์ เพราะเชื้อสามารถส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทำให้
ศีรษะเล็กกว่าปกติ
สมองพิการ หรือพัฒนาไม่สมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ไวรัสซิกายังสามารถ ติดต่อจากแม่สู่ลูก และ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ ทำให้ความจำเป็นของวัคซีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ สำคัญกับทั้งหญิงและชาย อย่างเท่าเทียมกัน
จุดพลุครั้งแรกของโลก: วัคซีนที่กันได้ทั้งสายพันธุ์เอเชียและแอฟริกา
ปัจจุบันเชื้อไวรัสซิกามีการพบในหลายภูมิภาคของโลก ทั้งสายพันธุ์เอเชียที่มักพบในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสายพันธุ์ที่พบในทวีปแอฟริกา
ด้วย ประสบการณ์ด้านการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนมากว่า 4 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล จึงสามารถต่อยอดองค์ความรู้ จนพัฒนา วัคซีนป้องกันไข้ซิกา ที่
ป้องกันได้ทั้ง สายพันธุ์เอเชีย
และ สายพันธุ์แอฟริกา
ในหลอดทดลองสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก
วางเป้าเป็นวัคซีนพื้นฐาน: ฉีดตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
ในมุมมองเชิงนโยบาย วัคซีนนี้มีศักยภาพที่จะถูกผลักดันให้กลายเป็น วัคซีนพื้นฐาน สำหรับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยเริ่มเจริญพันธุ์และเด็กผู้หญิง โดยแนวทางที่คาดการณ์ไว้ เช่น
ฉีดป้องกันตั้งแต่ ก่อนการตั้งครรภ์
ฉีดใน เด็กหญิงอายุ 10 – 12 ปี
แบ่งเป็น 2 เข็ม
เข็มที่ 1: ฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเริ่มต้น
เข็มที่ 2: ฉีดกระตุ้นในอีก 4 สัปดาห์ ต่อมา
หากวางระบบได้ดี วัคซีนนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะมีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันที่อยู่ได้นานหลายสิบปี
วัคซีนเชื้อตาย ปลอดภัยตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก
ทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้นำการพัฒนา วัคซีนป้องกันไข้ซิกาสายพันธุ์เอเชีย ได้เผยผลการทดสอบเบื้องต้นว่า
ผ่านการทดลองในสัตว์แล้ว
พบว่ามี ความปลอดภัยสูง
วัคซีนนี้เป็น วัคซีนเชื้อตาย ที่ผลิตภายใต้หลักการขององค์การอนามัยโลก โดยมีกระบวนการสำคัญคือ
นำเชื้อไวรัสซิกามาทำให้ตาย
ผ่านกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนที่ไม่พึงประสงค์
ก่อนนำไปทดลองฉีดในสัตว์เพื่อประเมินความปลอดภัย
โครงสร้างแบบเชื้อตายช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัย และเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้มายาวนานในวัคซีนหลายชนิดแล้ว
หนึ่งเข็ม หลายโรค: วิสัยทัศน์วัคซีนอนาคต
ในอนาคตโรคอุบัติใหม่อาจเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก แนวคิดการใช้เทคโนโลยีวัคซีนรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ ป้องกันได้หลายโรคในเข็มเดียว จึงเป็นทางเลือกที่น่าจับตา
สำหรับกรณีของไข้ซิกา ซึ่งมีสาเหตุจาก เชื้อไวรัสในตระกูลฟลาวิไวรัส (Flavivirus) ทีมวิจัยมองไปไกลกว่านั้นว่า
อาจพัฒนาวัคซีนให้สามารถ ป้องกันไวรัสหลายชนิดในตระกูลเดียวกันได้ในเข็มเดียว
- มีโอกาสป้องกันร่วมกับโรค เช่น
ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese encephalitis : JE)
ไวรัสเวสต์ไนล์ (West Nile virus : WNV)
ถ้าทำสำเร็จจริง นั่นหมายถึงการฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียว แต่กันได้หลายโรคในกลุ่มไวรัสใกล้เคียงกัน เป็นก้าวสำคัญของสาธารณสุขระดับภูมิภาคและระดับโลก
จากห้องแล็บสู่โรงงาน: เส้นทางสู่การใช้จริง
แม้งานวิจัยในห้องทดลองจะสำเร็จแล้ว แต่เส้นทางสู่การนำวัคซีนไปใช้จริงกับประชาชนยังต้องเดินต่ออย่างเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะในมิติของการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
การผลิตวัคซีนให้ใช้ได้อย่างแพร่หลาย ต้องอาศัยโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practices) ซึ่งหมายถึง
ใช้งบลงทุนเริ่มต้น หลายร้อยล้านบาท
เริ่มจากการผลิตใน โรงงานกึ่งอุตสาหกรรม (pilot scale)
ทดสอบความปลอดภัย ระยะที่ 1 ในกลุ่มขนาดเล็ก
จากนั้นขยายสู่การทดสอบ ระยะที่ 2 ในกลุ่มขนาดกลาง
เมื่อมีข้อมูลชัดเจนว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีศักยภาพเพียงพอ จึงจะเข้าสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบภายใต้มาตรฐาน GMP
โรดแมปสู่การฉีดจริง: ขั้นตอนที่ต้องผ่าน
หลังจากยืนยันความปลอดภัยในระยะแรก ๆ แล้ว วัคซีนจะเดินหน้าต่อไปตามลำดับขั้นที่เข้มงวด
- เมื่อพร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรม คาดว่า
ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี ในกระบวนการต่าง ๆ
จากนั้นจึงเข้าสู่การทดสอบ ระยะที่ 3
ทดสอบในกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่
ประเมินทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจริง
หากผลการทดสอบยืนยันว่า วัคซีนสามารถป้องกันไข้ซิกาได้ดี ก็จะถึงจุดที่สามารถ นำไปใช้ฉีดในประชาชนทั่วไป ได้อย่างมั่นใจ
ปัญญาของแผ่นดิน และโอกาสของอุตสาหกรรมไทย
มหาวิทยาลัยมหิดลยังคงยืนหยัดในบทบาท “ปัญญาของแผ่นดิน” เดินเคียงข้างคนไทย เพื่อผลักดันให้ประเทศมีศักยภาพในการคิดค้นและพัฒนาวัคซีน สำหรับรับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ วัคซีนไข้ซิกาสายพันธุ์เอเชีย และวัคซีนที่ต่อยอดป้องกันได้หลายสายพันธุ์ เส้นทางสู่ความสำเร็จระดับอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างโรงงานของรัฐเองเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญคือ
การให้สิทธิการผลิตและดำเนินการเชิงพาณิชย์ (licensing) แก่โรงงานอุตสาหกรรมเอกชนที่ได้มาตรฐาน GMP
แนวทางนี้จะช่วยให้
ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้เร็วขึ้น
มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เชื่อถือได้
เปิดโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตวัคซีนที่สำคัญในภูมิภาค

เมื่อวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และนโยบายสาธารณสุขเดินไปพร้อมกัน วัคซีนซิกาฝีมือคนไทยอาจไม่ใช่แค่เกราะป้องกันโรค แต่คือสัญลักษณ์ของความพร้อมของประเทศ ในการรับมือโรคอุบัติใหม่ในอนาคตด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

