กระแสทุเรียนจีนมาแรง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับเต็มๆ
ความต้องการทุเรียนในจีนกำลังพุ่งแรงแบบหยุดไม่อยู่ จากรายงานวิจัยความเสี่ยงประเทศและอุตสาหกรรมของบีเอ็มไอ (BMI Country Risk and Industry Research) ในเครือสถาบันวิจัยฟิทช์ (Fitch) ที่ระบุชัดว่า ดีมานด์ทุเรียนในจีนจะเป็นแรงขับสำคัญผลักดันให้การส่งออกทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตต่อเนื่อง
พูดง่ายๆ คือ จีนกินเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ และผู้ผลิตในภูมิภาคเราก็กำลังเร่งเครื่องเต็มกำลังเพื่อตอบสนองตลาดขนาดมหาศาลนี้
ไทยยังนำ แต่คู่แข่งกำลังไล่จี้ติด
รายงานชี้ว่า การแข่งขันในตลาดทุเรียนโลกจะเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม โดย
การส่งออกจากเวียดนาม
และมาเลเซีย
มีแนวโน้มเติบโตในระดับที่ อาจสั่นคลอนสถานะ “เจ้าตลาดทุเรียนโลก” ของไทย ได้ในอนาคต หากไทยไม่มีไม้เด็ดมารักษาความได้เปรียบ
มาเลเซีย: ดาวรุ่งทุเรียนสดบุกจีน
บีเอ็มไอมองว่า มาเลเซียกำลังจะกลายเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดที่มีบทบาทสำคัญต่อจีนมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจัยสำคัญมาจากข้อตกลงที่จีนและมาเลเซียบรรลุร่วมกันในปี 2024 ซึ่งเปิดไฟเขียวให้ ทุเรียนสดจากมาเลเซียส่งตรงเข้าตลาดจีนได้อย่างถูกกฎระเบียบ
ก่อนหน้านั้น มาเลเซียมีฐานอยู่แล้วจากการส่งออกทุเรียนแช่แข็งทั้งเปลือก และเนื้อทุเรียนแช่แข็งไปจีน ดังนั้นเมื่อประตูทุเรียนสดเปิดออก ศักยภาพการเติบโตจึงยิ่งน่าจับตามอง
เวียดนาม: ใช้จังหวะและภูมิศาสตร์เป็นแต้มต่อ
ด้านเวียดนาม การผลิตและการส่งออกทุเรียนของประเทศนี้ พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีหลายปัจจัยช่วยหนุน ได้แก่
สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจในไทย กระทบผลผลิตและการส่งออก ทำให้เวียดนามมีช่องว่างเข้ามาแทนที่
ข้อตกลงระหว่างกระทรวงเกษตรเวียดนามและสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนในปี 2022 ที่เปิดทางให้เวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนสดเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างเป็นทางการ
เวียดนามยังมีอีกหนึ่งจุดแข็งที่ประเทศอื่นเลียนแบบไม่ได้ง่าย ๆ คือ
มีพรมแดนทางบกติดกับจีน ทำให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนและระยะเวลาลดลง
สามารถผลิตทุเรียนนอกฤดูกาล เพิ่มความต่อเนื่องของซัพพลาย
ทั้งหมดนี้กลายเป็น ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มรายได้จากการส่งออก ลดแรงกดดันจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว และเปิดพื้นที่โอกาสต่อยอดการแปรรูปทุเรียน
อินโดนีเซีย–ลาว: ตัวละครใหม่ที่กำลังเร่งเกม
ไม่ใช่แค่ไทย เวียดนาม หรือมาเลเซียเท่านั้นที่เดินหมากในสนามทุเรียนจีน อินโดนีเซียและลาวก็กำลังขยับตัวอย่างจริงจัง
รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเร่งผลักดันเพื่อให้สามารถส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนได้ในอนาคตอันใกล้
ส่วนลาวถูกมองว่าเป็นอีกประเทศที่มีแนวโน้มจะมี การลงทุนต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานทุเรียน ตั้งแต่สวนปลูกไปจนถึงระบบขนส่งและโลจิสติกส์
แม้ทั้งสองประเทศอาจยังไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่ในวันนี้ แต่ก็ถือเป็นตัวแปรสำคัญในสมรภูมิทุเรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะถัดไป
จีนเพิ่มนำเข้าทุเรียนต่อเนื่อง ตลาดยังไม่ใกล้อิ่มตัว
สถาบันวิจัยฟิทช์เผยข้อมูลว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จีนเพิ่มการนำเข้าทุเรียนสดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้ไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่กำลังเติบโตแบบมีฐานจริง
ฟิทช์คาดว่า ความต้องการทุเรียนจากผู้บริโภคจีนจะยังคงแข็งแกร่ง และในระยะสั้นถึงระยะกลาง ภาคทุเรียนจะได้รับเม็ดเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้นในหลายจุด ทั้งด้านการผลิต การขนส่ง และการแปรรูป
บีเอ็มไอประเมินต่อว่า การเติบโตของตลาดทุเรียนจะยังเดินหน้าต่อในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจาก ตลาดยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัว ขณะที่ความนิยมของทุเรียนในหมู่ผู้บริโภคจีนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำไมทุเรียนถึง “ทนทาน” ต่อภาวะกำลังซื้อผันผวน
ทุเรียนไม่ได้เป็นแค่ผลไม้ธรรมดา แต่ถูกมองว่าเป็น ผลไม้ระดับพรีเมียม ซึ่งมักมีราคาสูงเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น
ในมุมมองของบีเอ็มไอ ทุเรียนมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าแปลกใหม่และพิเศษ ผู้คนมักซื้อเพื่อกินในโอกาสสำคัญ หรือใช้เป็นของฝากในช่วงเทศกาล ทำให้ดีมานด์ไม่ได้ขึ้นตรงกับการบริโภคประจำวันเท่าไรนัก
นั่นหมายความว่า แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะผันผวน ทุเรียนก็ยังมีโอกาสรักษาตัวเองเป็นสินค้าที่คนยอมควักเงินเพื่อความพิเศษและความรู้สึก“ให้รางวัลตัวเอง”
สรุป: สมรภูมิทุเรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่งเริ่มเดือด
เมื่อจีนยังอยากกินทุเรียนไม่หยุด ตลาดยังไม่เต็ม ซัพพลายยังขยายได้ และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเร่งอัพเกรดห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง จึงไม่เกินจริงที่จะบอกว่า
ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทุเรียน
เวียดนามและมาเลเซียคือคู่แข่งหลักที่กำลังเร่งสปีด
อินโดนีเซียและลาวคือม้ามืดที่ต้องจับตามอง
อนาคตทุเรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า “จีนจะกินได้อีกเท่าไหร่” แต่ยังรวมถึงคำถามว่า “ใครจะชิงส่วนแบ่งและยืนหนึ่งในตลาดทุเรียนจีนได้ในระยะยาว” อีกด้วย

