เปิดค่ำคืนกับตำนานไวน์ขาวจากลัวร์
ค่ำคืนนี้คือการพาเราไปเจอกับไวน์ขาวฝรั่งเศสที่มีประวัติยาวนานกว่าครึ่งสหัสวรรษ จากผู้ผลิตระดับตำนาน Joseph Mellot แห่งแคว้นลัวร์ (Loire) ที่ขึ้นชื่อเรื่องไร่องุ่นและไวน์ขาวสายโซวีญง บล็อง
แบรนด์นี้เริ่มต้นจาก Pierre-Etienne Mellot ตั้งแต่ปีค.ศ. 1513 หรือราว 500 ปีก่อน และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับการรับรองระดับ High Environmental Value (HVE-certified) จากกระทรวงเกษตรฝรั่งเศส ว่าดูแลไร่องุ่นอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้าน
การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
กลยุทธ์การป้องกันและดูแลพืช
การจัดการปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้และบริหารทรัพยากรน้ำ
พวกเขาดูแลไร่องุ่นครอบคลุมทั้ง 8 AOC ในโซนซ็องทร์-ลัวร์ ไม่ว่าจะเป็นซองแซร์, ปูยี ฟูเม่, เมเนโต-ซาลอน, ควินซี่, เรอุยลี่, โคโด ดู จิเอนนัวส์, ชาโตเมยองค์ และปูยี-ซูร์-ลัวร์ เรียกว่าเป็นบ้านของไวน์ขาวตัวจริง
และนี่เองคือจุดเริ่มที่ทำให้ไวน์ของ Joseph Mellot ถูกเลือกมาจัดเป็นดินเนอร์แบบ All White Dinner ที่เสิร์ฟแต่ไวน์ขาว 4 รุ่น จับคู่กับเมนูที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันสำหรับค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ
บรรยากาศ Rossini’s ที่อบอุ่นแต่หรูหรา
งานจัดขึ้นที่ห้องอาหารอิตาเลียน Rossini’s โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท บรรยากาศเป็นโซนส่วนตัว โต๊ะแบบยาวพร้อมป้ายชื่อประจำที่นั่ง ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเนี๊ยบ แต่ยังคงความเป็นกันเองในแบบดินเนอร์คนรักไวน์
แขกในงานเป็นกลุ่มเล็กๆ เพียง 19 ท่าน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของร้านอาหาร คู่ค้า และคนในวงการไวน์ ทำให้บรรยากาศใกล้ชิด พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เต็มที่
เปิดมื้อด้วยสปาร์กลิงไวน์ Bellussi Grande Cuvée NV ที่เสิร์ฟมาแบบเย็นจัด กลิ่นหอม สดชื่น เป็นตัวเรียกน้ำย่อยและอารมณ์ให้พร้อมสำหรับค่ำคืน
โต๊ะยาวจัดเต็มด้วยแก้วไวน์หลายใบเรียงรายรอการเสิร์ฟ ขวดไวน์ขาวทั้ง 4 รุ่นถูกแช่เย็นและควบคุมอุณหภูมิอย่างดีตลอดงาน สะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและความเข้าใจตัวไวน์แบบมืออาชีพจริงๆ
ของกินเล่นก่อนเข้าเรื่องจริง
เริ่มมื้อด้วยขนมปัง 3 แบบ เสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอกและบัลซามิก รสชาติเรียบง่ายแต่ช่วยเตรียมลิ้นให้พร้อมรับรสไวน์
Aperitivo – คำเล็กๆ แต่รสชาติจริงจัง
Arancini Mushroom
อารันชินี่หรือรีซอตโต้ทอด ขนาดกำลังดี 2–3 คำ ผิวนอกกรอบ ส่วนไส้ด้านในเป็นรีซอตโต้เห็ดรสเข้มข้น โรยชีสด้านบนให้ความนัวแบบอิตาเลียนเต็มตัวGreen Peas, Yuzu, Ricotta Cheese
ถั่วลันเตาต้มจนเนื้อนุ่มหวาน ผสมกับชีสริคอตต้าที่ให้ความหอมมัน ปิดท้ายด้วยกลิ่นส้มยูสุที่ดึงความสดชื่นขึ้นมา รองด้านล่างด้วยขนมปังเนื้อหนึบเคี้ยวเพลินGrilled Calamari, Saffron, Orange
ปลาหมึกย่างชิ้นกำลังดี เนื้อเนียนนุ่ม ไม่แข็ง ทานคู่กับเนื้อส้มให้ความสดฉ่ำ กลิ่นหอมแบบซิตรัสช่วยตัดเลี่ยนได้ดีมาก
ไวน์ขาวตัวแรก: เปิดเวทีด้วยความสดชื่น
Joseph Mellot Destinéa Sauvignon Blanc 2023
องุ่น: Sauvignon Blanc
แอลกอฮอล์: 12.5%
คาแรกเตอร์: หอมดอกไม้เด่น รสเปรี้ยวเล็กน้อย สดชื่น ดื่มง่ายมาก
ไวน์ขวดนี้เป็นเหมือนการเปิดประตูเข้าสู่โลกของ Joseph Mellot อย่างนุ่มนวล เหมาะกับเมนูเรียกน้ำย่อยและของกินเล่นแนวเบาๆ ที่เน้นความสดและกลิ่นหอม พอดื่มแล้วรู้สึกอยากต่ออีกแก้วทันที
Antipasto & คู่หูไวน์ตัวที่สอง
หน่อไม้ฝรั่งขาวจานใหญ่ที่ใครก็ลืมไม่ลง
Asparago bianco all’ olandese
เมนูนี้คือจานที่ดึงสายตาทั้งโต๊ะทันทีที่มาเสิร์ฟ เพราะใช้หน่อไม้ฝรั่งขาวแท่งใหญ่ เนื้อด้านในนุ่มและหวานตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย
ด้านบนราดด้วย
ซอสฮอลแลนเดซ (Hollandaise) เข้มข้นมันๆ
ไข่ดาวน้ำ (Poached egg) ไข่แดงเยิ้มเพิ่มเลเยอร์ความนัว
ไส้กรอกซาลามีรสเผ็ด (spicy salami) เพิ่มน้ำหนักทั้งรสชาติและเท็กซ์เจอร์
ปิดท้ายด้วย aged balsamic ที่ให้กรดเปรี้ยวนัวแบบคลาสสิก
รวมๆ แล้วคือจานที่มีทั้งครีมมี่ ความมัน ความหวาน รสเผ็ดเล็กๆ และกรดนิดๆ ครบทุกมิติ
ไวน์ตัวที่สอง: กลมกล่อมขึ้น ละเมียดขึ้น
Joseph Mellot Pouilly-Fumé Le Chant des Vignes 2023
องุ่น: Sauvignon Blanc
สี: เหลืองอมเขียว
แอลกอฮอล์: 13%
กลิ่นและรส: หอมดอกไม้และผลไม้ที่นุ่มนวลขึ้น ฟีลลิ่งเนียนและกลมกล่อมกว่าแก้วแรก
ไวน์ตัวนี้ให้ความยาวของกลิ่นและรสที่อยู่ในปากนานขึ้น ทำให้จับคู่กับหน่อไม้ฝรั่งขาวที่มีความครีมมี่ได้อย่างดีมาก ตัวไวน์ช่วยตัดความมัน แต่ยังประคองให้รสชาติรวมกันแล้วละมุนขึ้นไปอีกขั้น
Pasta ที่อัดแน่นด้วยกลิ่นทะเล
Linguine allo scoglio – เส้นดี ซอสเด็ด ซีฟู้ดแน่น
Linguine allo scoglio
จานพาสต้าที่คนรักซีฟู้ดต้องยิ้ม เส้นลิงกวินีสด เส้นแบน เนื้อหนึบ ผิวสัมผัสมีความสากนิดๆ จับซอสเกาะได้ดีมาก
ในจานจัดเต็มด้วย
กุ้งลายเสือ
เนื้อปู
ปลาหมึก
หอย
ทั้งหมดคลุกมากับซอสบิสก์กุ้งที่มีกลิ่นชัด รสเข้ม แต่ปรุงได้กลมกล่อม ไม่เค็มไม่เลี่ยนเกินไป เป็นพาสต้าอีกจานที่ทั้งหอมทั้งอร่อยแบบหยุดช้อนไม่ได้
ไวน์ตัวที่สาม: แร่ธาตุเด่น ภาพหอยนางรมลอยมาเลย
Joseph Mellot Sancerre La Gravelière 2023
องุ่น: Sauvignon Blanc
แอลกอฮอล์: 13%
สี: ทองอ่อนๆ
คาแรกเตอร์: กลิ่นแร่ธาตุเด่นมาก ผสานกับโน้ตของพีชและแอปริคอตได้อย่างมีรสนิยม
ไวน์ตัวนี้มีความซับซ้อนขึ้นอีกระดับ ทั้งกลิ่นและรสไปในทางแร่ธาตุชัด แต่ยังรักษาสมดุลกับกลิ่นผลไม้ได้ดี ที่สำคัญคือ รสชาติค้างอยู่ในปากค่อนข้างนาน ทำให้ทุกคำที่ตามมาของอาหารยิ่งชัดเจนขึ้น
เวลาชิมแล้วจะนึกถึงหอยนางรมฝรั่งเศสขึ้นมาชัดมาก เป็นไวน์ที่สายซีฟู้ดน่าจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก
Main Course: ปลากะพงเมดิเตอร์เรเนียนสุดละมุน
Snapper – ความนุ่มที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำ
Snapper
จานหลักเป็นปลากะพงเมดิเตอร์เรเนียนชิ้นใหญ่หนา ระดับความสุกถูกคุมดีมาก เนื้อด้านในยังคงความนุ่มและชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งเลย
ด้านล่างรองด้วย
ซิซิเลียนคาโปนาตา รสเปรี้ยวหวานเค็มนัวๆ สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน
อาร์ติโชคย่าง เนื้อนุ่ม หอมกลิ่นย่างเบาๆ
โดยรวมคือจานที่ให้ความรู้สึก นุ่มนวลทั้งในด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส กินได้เพลินแบบไม่รู้ตัว
ไฮไลต์ของค่ำคืน: ไวน์ขาวตัวท็อปที่ผลิตแค่ 3,200 ขวด
Joseph Mellot Sancerre Cuvée Pierre Etienne 2020
นี่คือดาวเด่นของดินเนอร์นี้อย่างแท้จริง
องุ่น: Sauvignon Blanc
แอลกอฮอล์: 14%
การบ่ม: บ่มในถังโอ๊ค
จำนวนผลิต: เพียง 3,200 ขวดต่อวินเทจ (มีหมายเลขกำกับที่ฉลาก)
รสชาติและกลิ่นมีเลเยอร์ที่ซับซ้อนมาก ทั้ง
ดอกไม้
ผลไม้
แร่ธาตุ
สมุนไพร
ทุกอย่างถูกผสานกันจนออกมา กลมกล่อมและมีมิติแบบผู้ใหญ่ แต่ยังไม่ทิ้งความสดชื่นในสไตล์โซวีญง บล็อง
สิ่งที่น่าสนใจคือ บอดี้และความเข้มของไวน์ตัวนี้ ไม่เพียงเข้ากับซีฟู้ดได้ดี แต่ยังน่าจะไปกันได้สวยกับเมนูเนื้อสัตว์ปีกอย่างไก่หรือเป็ด เรียกได้ว่าเป็นไวน์ขาวที่มีศักยภาพการจับคู่กับอาหารค่อนข้างกว้าง
ปิดท้ายด้วยของหวานและไวน์หวานจากชิลี
Panna Cotta – ธงชาติอิตาลีบนจาน
Panna Cotta
ของหวานจานนี้มาในธีมธงชาติอิตาลี แบ่งเลเยอร์ด้วยรสชาติจาก
สตรอว์เบอร์รี่
พิสตาชิโอ
วนิลา
เพิ่มมิติด้วยเหล้ารัมสีเข้ม (dark rum) ที่ช่วยให้กลิ่นหอมขึ้นอีกระดับ ทานคู่กับท็อปปิงต่างๆ ทั้งรสเปรี้ยว หวาน และมัน ปิดท้ายด้วยไอศกรีมรสมะนาวที่ช่วยรีเฟรชความรู้สึกได้ดีมาก
ไวน์หวาน Valdivieso Éclat Botrytis Sémillon 2020
Valdivieso Éclat Botrytis Sémillon 2020
ประเทศ: ชิลี
องุ่น: Sémillon
แอลกอฮอล์: 12%
ไวน์หวานที่มีกลิ่นหอมชัด บอดี้แน่น และรสชาติกลมกล่อม หวานแบบมีโครง ไม่เลี่ยน ดื่มคู่กับพานาคอตต้าแล้วทั้งสองอย่างยิ่งขับรสกันและกันได้ดี
ปิดมื้อด้วยกาแฟ Americano เย็นๆ หอมๆ ช่วยล้างปากและเก็บบรรยากาศของค่ำคืนนี้ไว้เป็นความทรงจำ
บทสนทนาบนโต๊ะไวน์: เมื่อผู้เชี่ยวชาญมานั่งเล่าให้ฟังเอง
ระหว่างมื้ออาหาร แขกทุกคนได้ฟังการอธิบายไวน์แต่ละตัวอย่างละเอียดจากตัวแทนผู้ผลิต คุณ Patrick Tsu และผู้เชี่ยวชาญไวน์ระดับประเทศที่มาร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับสไตล์และเอกลักษณ์ของไวน์ในแต่ละแก้ว
บรรยากาศจึงไม่ได้มีแค่อร่อยและสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมไวน์แต่ละขวดถึงมีคาแรกเตอร์ต่างกัน ทั้งที่มาจากองุ่นพันธุ์เดียวกันและภูมิภาคใกล้เคียงกัน
สรุปค่ำคืน All White Dinner: เมื่อไวน์ขาว “เอาอยู่” ทั้งมื้อ
ดินเนอร์ครั้งนี้คือหนึ่งในประสบการณ์ไวน์ขาวที่ครบมาก ทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ และองค์ความรู้
สิ่งที่ชัดเจนคือ
ไวน์ทั้ง 4 ฉลากของ Joseph Mellot แสดงเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน ไม่กลืนกัน
ทุกตัวจับคู่กับอาหารได้ดี รสชาติไม่ตีกัน แต่ช่วยส่งเสริมกัน
ภาพรวมของมื้อคือการพิสูจน์ว่า “ถ้าไวน์ขาวดีพอ มันก็สามารถอยู่ได้ทั้งมื้อ ตั้งแต่ Aperitivo ไปจนถึง Main”
ความเอ็กซ์คลูซีฟของงานอยู่ตรงที่ ไม่ใช่แค่การได้ชิมไวน์ระดับโลก แต่คือการได้ชิม ไปพร้อมกับฟังเรื่องราวโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนผู้ผลิต ซึ่งทำให้ทุกแก้วมีน้ำหนักและความหมายมากกว่าตัวเลขบนฉลาก
สำหรับคนที่ชื่นชอบไวน์จากแคว้นลัวร์ หรือกำลังมองหาไวน์ขาวที่ทั้งมีเสน่ห์และมีเรื่องเล่าในตัวเอง ไวน์จาก Domaine Joseph Mellot คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรหาโอกาสไปลองด้วยตัวเองสักครั้ง

