Red, White & Royal Blue ประกาศภาคต่อ! สู่บทใหม่แห่ง “Royal Wedding”

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในฐานะหนึ่งในภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของ Prime Video ในปี 2023 Red, White & Royal Blue ก็ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Amazon MGM Studios ว่ากำลังเตรียมทำภาคต่อโดยใช้ชื่อว่า Red, White & Royal Wedding แน่นอนว่านี่คือข่าวดีที่ทำให้แฟน ๆ ทั่วโลกหัวใจเต้นแรงเหมือนดูฉาก Alex กับ Henry เปิดใจรักกันครั้งแรกอีกครั้ง ✨❤️💙
หากภาคแรกคือเรื่องราว “ศัตรูหัวใจที่กลายมาเป็นคนรัก” ภาคใหม่ก็ดูเหมือนกำลังเตรียมพาเราไปสู่บทต่อที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือเรื่องราวของ “งานแต่งงาน” ระหว่างลูกชายประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและเจ้าชายแห่งราชวงศ์อังกฤษ ความรักที่เริ่มต้นจากปาร์ตี้ในงานแต่งของราชวงศ์ จนพัฒนามาเป็นความสัมพันธ์ลับที่ต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและสื่อ จนกลายเป็นความรักที่ทั้งโลกรับรู้…กำลังจะก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิมหลายเท่า
และครั้งนี้ สตูดิโอยังได้ผู้กำกับหญิงมากฝีมืออย่าง Jamie Babbit ผู้เคยเข้าชิง Emmy ถึง 5 ครั้ง และเป็นที่รู้จักจากผลงานแนวเควียร์คลาสสิก But I’m a Cheerleader มารับช่วงกำกับแทน Matthew López ผู้กำกับภาคแรก ซึ่งยังคงร่วมเขียนบทในภาคต่อร่วมกับ Gemma Burgess และ Casey McQuiston ผู้เขียนนิยายต้นฉบับ ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้แฟน ๆ อุ่นใจได้ว่าบรรยากาศ ความอบอุ่น และโทนตลกโรแมนติกที่ทุกคนรัก ยังถูกสืบทอดอย่างเหนียวแน่นแน่นอน
ภาคต่อที่ว่าด้วย “งานแต่งงาน” อย่างเต็มตัว
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยโครงเรื่องเต็ม แต่ชื่อเรื่อง Red, White & Royal Wedding ก็บอกทิศทางของเรื่องราวชัดเจนจนแฟน ๆ ไม่ต้องเดาให้เหนื่อย ภาคต่อจะหมุนรอบเหตุการณ์สำคัญของ Alex และ Henry นั่นคือ “การแต่งงาน” ไม่ว่าจะในแง่การวางแผนงาน การรับมือแรงกดดัน หรือคำถามว่าทั้งสองคนพร้อมจะยืนเคียงกันต่อหน้าสายตาทั่วโลกหรือไม่
ในภาคแรก หนังได้เล่าถึงความรักที่ต้องฝ่าขนบธรรมเนียมอันเคร่งครัดของราชวงศ์อังกฤษ ความคาดหวังจากสังคม และแรงกดดันจากตำแหน่งทางการเมืองของ Alex จนทั้งคู่ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวตนและเลือกหากันท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ง่าย
การมี “ภาคแต่งงาน” จึงเหมือนเป็นการพาพวกเขาไปยังจุดหมายที่ครั้งหนึ่งดูห่างไกลเหลือเกิน เป็นเหมือนการเติมเต็มบทสรุปแบบที่แฟน ๆ นิยายและภาพยนตร์จำนวนมากอยากเห็นตั้งแต่วันที่ภาคแรกฉายจบ
และด้วยความที่ Alex มาจากครอบครัวการเมืองระดับประเทศ ส่วน Henry มาจากราชวงศ์ที่เคร่งครัด เราแทบคาดเดาได้เลยว่า งานแต่งนี้จะไม่ใช่งานแต่งธรรมดา แต่น่าจะเต็มไปด้วยความป่วน ความตลก ความดราม่าเล็ก ๆ และการต่อรองกับโลกใบเดิมที่พวกเขาต้องเผชิญ
Jamie Babbit ผู้นำภาพภาคต่อ ความอบอุ่น x ความเควียร์เต็มหัวใจ
Jamie Babbit คือหนึ่งในผู้กำกับที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสื่อเควียร์ยุคแรก ๆ ให้เป็นที่จดจำ โดยเฉพาะผลงานอย่าง But I’m a Cheerleader ที่กลายเป็นหนังคลาสสิกในชุมชน LGBTQ+ ด้วยโทนคอเมดี้สุดล้ำ สัญลักษณ์เชิงภาพ และข้อความที่คมคาย
การที่ Amazon เลือก Jamie มารับงานกำกับภาคต่อ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ภาคนี้เป็นมากกว่า “หนังโรแมนติกสนุก ๆ” แต่เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องความรักเควียร์อย่างจริงใจ ลึกซึ้ง และสวยงาม
Jamie ให้สัมภาษณ์ว่าการได้กลับมาทำหนังที่พูดเรื่องความรักของคนเควียร์อีกครั้ง ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เธอบอกว่าโลกตอนนี้ต้องการเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหวัง ความฝัน และความสุขมากกว่าที่เคย และ Red, White & Royal Wedding คือพื้นที่ที่เธอจะเสนอความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้เต็มที่ 💫
Casey McQuiston กลับมาดูแลลูกหนังของตัวเอง
ความน่าสนใจอีกอย่างของภาคต่อคือการที่ Casey McQuiston ผู้เขียนนิยายต้นฉบับกลับมาร่วมเขียนบทด้วย เธอกล่าวว่า “การที่ได้กลับมาร่วมงานกับทีมนี้เหมือนฝันที่ต่อเนื่องจากภาคแรก” และเชื่อว่าผู้ชมจะรักภาคต่อไม่แพ้ภาคแรก
การมีผู้เขียนนิยายอยู่ในห้องเขียนบท หมายความว่าแม้เนื้อเรื่องจะออกนอกเหนือจากนิยายซึ่งมีเพียงเล่มเดียว แต่หัวใจของเรื่องยังคงเดิมอย่างสม่ำเสมอ ทั้งตัวละคร การเติบโต และจังหวะทางอารมณ์
Casey เองเข้าใจดีว่าแฟน ๆ รักอะไรใน Alex และ Henry ตั้งแต่เคมีอันแสบคันในช่วงทะเลาะกันแรก ๆ ไปจนถึงความอบอุ่นและความสุกงอมของความรักแบบผู้ใหญ่ในตอนท้าย เธอจึงเหมาะที่สุดในการพาตัวละครไปยังบทใหม่ทีละก้าวอย่างเป็นธรรมชาติ
Nicholas Galitzine และ Taylor Zakhar Perez กลับมารับบทคู่รักต่างโลกอีกครั้ง
แน่นอนว่าไม่มีภาคต่อไหนจะสมบูรณ์ได้หากไม่มีนักแสดงนำชุดเดิมกลับมารับบท และข่าวดีคือ Nicholas Galitzine และ Taylor Zakhar Perez ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะกลับสวมบท Prince Henry และ Alex Claremont-Diaz เช่นเดิม
เคมีระหว่างทั้งคู่ในภาคแรกคือหัวใจของหนัง ตั้งแต่จังหวะกัดจิกแบบ “ฉันไม่ชอบหน้าเธอหรอก” ไปจนถึงความหวานนุ่มละมุนที่เกิดขึ้นเมื่อทั้งคู่เปิดใจให้กันแบบหมดเปลือก การแสดงที่ลื่นไหลและจริงใจทำให้แฟน ๆ เชื่อในความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างเต็มที่
การกลับมาของทั้งคู่จึงเป็นเหมือน “เสาหลัก” ของภาคต่อ เพราะต่อให้งานเขียนดีแค่ไหนหรือได้ผู้กำกับเก่งอย่าง Jamie ความสัมพันธ์ระหว่าง Alex และ Henry คือสิ่งที่ผู้ชมจะยึดโยงมากที่สุดทุกครั้งที่ภาพยนตร์เปิดฉาย
ความสำคัญของการเล่า “งานแต่งเควียร์” ในสื่อกระแสหลัก
การได้เห็นงานแต่งของคู่รักเพศเดียวกันในหนังสตรีมมิงฟอร์มใหญ่แบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความโรแมนติก แต่เป็นหมุดหมายเชิงวัฒนธรรมสำคัญในสื่อบันเทิงกระแสหลัก
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หนังรักหรือซีรีส์ที่มีคู่รัก LGBTQ+ มักถูกเล่าผ่านความเจ็บปวด ความสูญเสีย หรือจุดจบอันขมขื่น จึงไม่บ่อยนักที่เราได้เห็น “ตอนจบแบบมีความสุข” ของคู่รักเควียร์ ซึ่งไม่ใช่เพราะผู้สร้างไม่อยากให้เกิด แต่เพราะสถาบันและตลาดสื่อหลายแห่งยังไม่เปิดพื้นที่ให้เล่าแบบนั้น
แต่เมื่อถึงปี 2023–2025 เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในสื่อที่เปิดกว้างมากขึ้น และการที่เรื่องรักระหว่างลูกชายประธานาธิบดีและเจ้าชายอังกฤษจะเดินทางไปสู่ “งานแต่งงาน” ในภาคต่อ จึงมีน้ำหนักมากกว่าแค่พล็อตแต่งบ้าน แต่มันคือภาพแทนของความเป็นไปได้ใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมเห็นว่าความรักเควียร์ก็สมควรมีตอนจบแบบแฮปปี้เหมือนคู่รักทุกคู่บนโลก
Red, White & Royal Wedding คือบทใหม่ที่ทั้งสวยงาม อบอุ่น และสำคัญต่อวัฒนธรรมร่วมสมัย
หากต้องมองภาพรวมทั้งหมดของภาคต่อ Red, White & Royal Wedding มันคือผลงานที่อาจสร้างผลกระทบได้มากกว่าที่เห็น เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงภาคต่อของหนังโรแมนติกคอเมดี้ที่มีเคมีสุดน่ารักของคู่เอก แต่มันคือตัวแทนของการนำเสนอเรื่องราวความรักเควียร์ในพื้นที่ที่สังคมเห็นและยอมรับอย่างเป็นทางการ
การเล่าเรื่อง “งานแต่งงาน” ของ Alex และ Henry ไม่เพียงสร้างความหวังให้ผู้ชม แต่ยังสะท้อนยุคที่ความรักได้รับการยอมรับอย่างเปิดเผยมากขึ้น และการเลือกเดินหน้าสร้างภาคต่อเป็นสัญญาณว่า Amazon มองเห็นคุณค่าของเรื่องราวนี้ทั้งในเชิงศิลปะและในเชิงวัฒนธรรม
ท้ายที่สุด Red, White & Royal Wedding คือการสานต่อคำสัญญาที่ภาคแรกมอบไว้ นั่นคือ “ความรักของพวกเขาสามารถไปต่อได้” และครั้งนี้ จุดหมายปลายทางคือเวทีที่สำคัญที่สุดของคู่รักทุกคู่—งานแต่งงานที่แฟนทั่วโลกตั้งตารออย่างแท้จริง 💍✨❤️🤍💙
