4 เทคนิคการนอนหลับ พร้อมตื่นมาด้วยความสดชื่น

user avatar
Chloe.Ma·2025-09-26T13:31Z
点赞
4 เทคนิคการนอนหลับ พร้อมตื่นมาด้วยความสดชื่น

ในโลกที่วุ่นวายทั้งเรื่องงานและการเรียน การงีบหลับมักถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเติมพลัง แต่คุณเคยเจอประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม: ก่อนงีบหลับ คุณเต็มไปด้วยความมั่นใจ วางแผนจะเติมพลังภายใน 20 นาที เพื่อรับมือกับความท้าทายในช่วงบ่ายให้ดีที่สุด แต่หลังจากนั้น คุณกลับรู้สึกเวียนหัว น้ำลายไหล และรู้สึกเหมือนผ่านการต่อสู้ที่มองไม่เห็นมา แทนที่จะรู้สึกสดชื่น คุณกลับตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งกว่าเดิม ยากที่จะไม่สงสัยเลยว่า แม้จะงีบหลับเหมือนกัน แต่ทำไมคนเราถึงแตกต่างกันอย่างมาก

ในความเป็นจริงแล้ว การงีบหลับไม่ได้หมายถึงแค่การหลับตาลงชั่วครู่เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความรู้และทักษะมากมาย การฝึกฝนเทคนิคเหล่านี้ให้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณได้งีบหลับอย่างมีคุณภาพภายในระยะเวลาอันจำกัด ช่วยให้คุณได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังงานอย่างแท้จริง ต่อไป เรามาดูเคล็ดลับการงีบหลับ 4 ข้อที่จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นหลังจากนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่!

7 วิธีทำให้นอนหลับง่าย หลับสนิทตลอดคืน ตื่นมาสดใสจากคุณหมอ

1. เวลางีบสัก 20 นาทีกำลังดี

ในชีวิตยุคใหม่ที่เร่งรีบ เวลาเป็นสิ่งมีค่า เมื่อพูดถึงการงีบหลับ ระยะเวลาในการงีบหลับส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการงีบหลับ คุณรู้หรือไม่ว่าการงีบหลับที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องยาวนาน? 20-30 นาทีก็เพียงพอที่จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นได้

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแม้การงีบหลับสั้นๆ เพียง 10 นาทีก็สามารถบรรเทาความเหนื่อยล้าและเพิ่มความสามารถในการรับรู้ของผู้ที่นอนหลับไม่เพียงพอได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการงีบหลับสั้นๆ ช่วยให้สมองเข้าสู่ช่วงหลับตื้นได้อย่างรวดเร็ว ผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังงานบางส่วน อย่างไรก็ตาม หากงีบหลับนานเกินไป เกินหนึ่งชั่วโมง อาจนำไปสู่การนอนหลับสนิท เมื่อตื่นขึ้น ผู้ป่วยอาจรู้สึกมึนงงและรู้สึกเหมือนถูกหลอกหลอนด้วยฝันร้าย อาการนี้เรียกว่า "ภาวะเฉื่อยชาขณะนอนหลับ" สำหรับผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ การงีบหลับนานเกินไปอาจส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับในตอนกลางคืน ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์

ดังนั้น ควรควบคุมเวลางีบหลับให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม โดย 20 นาทีถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างเพียงพอเท่านั้น แต่ยังป้องกันไม่ให้คุณตกอยู่ในภาวะหลับลึกอีกด้วย

2. ลีกเลี่ยงการงีบหลับหลังรับประทานอาหาร

สำหรับพนักงานออฟฟิศและนักศึกษาที่ยุ่งวุ่นวาย ช่วงพักกลางวันมักจะแน่นมาก การกินและการงีบหลับมักจะถูกบีบอัดเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การงีบหลับทันทีหลังรับประทานอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ

หลังรับประทานอาหาร กระเพาะอาหารจะอิ่ม ระบบย่อยอาหารจะเริ่มทำงานหนักขึ้น และเลือดจะไหลเวียนไปยังระบบทางเดินอาหารมากขึ้น การนอนงีบหลับทันทีหลังอาหารกลางวันไม่เพียงแต่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนและอาการไม่สบายท้องเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกรดไหลย้อน (GERD) ในระยะยาวอีกด้วย การศึกษาหนึ่งพบว่าการงีบหลับมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนรุนแรงมากกว่าการนอนตอนกลางคืน ซึ่งอาจเป็นเพราะระยะเวลาในการนอนหลังอาหารกลางวันสั้นกว่า

ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องคือการพักผ่อน 20-30 นาทีหลังรับประทานอาหาร เพื่อให้กระเพาะและลำไส้มีเวลาย่อยอาหารเบื้องต้น คุณสามารถใช้เวลานี้เดินเล่นไปทำงานที่ออฟฟิศ จิบกาแฟสักแก้วเพื่อความสดชื่น หรือเพียงแค่นั่งพักผ่อน เมื่อกระเพาะและลำไส้ได้พักผ่อนแล้ว คุณก็สามารถพักผ่อนและนอนหลับได้อย่างสบาย

แจกเทคนิคการนอนให้หลับง่ายและสบายกว่าเดิม

3. หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหน้า

การเลือกท่างีบหลับก็สำคัญเช่นกัน พนักงานออฟฟิศและนักศึกษาหลายคนมักเลือกนอนบนโต๊ะทำงานเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ท่านอนนี้ไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อสุขภาพอีกด้วย

เมื่อนอนคว่ำ ศีรษะจะกดทับแขน ทำให้กระดูกสันหลังส่วนคอต้องก้มตัวไปข้างหน้าและผิดรูป บีบลูกตาและใบหน้า การนอนคว่ำเป็นเวลานานไม่เพียงแต่ทำให้คอแข็งและปวด แต่ยังส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังส่วนคออีกด้วย การกดทับที่แขนหรือข้อมือเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (carpal tunnel syndrome) หรือโรคปวดเส้นประสาท (neuralgia) นอกจากนี้ การนอนคว่ำยังเพิ่มความดันลูกตาได้ง่าย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพดวงตา

ดังนั้น ท่าที่แนะนำมากที่สุดสำหรับการงีบหลับคือการนอนราบ หากทำไม่ได้ การนั่งตัวตรงและพิงพนักเก้าอี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน คุณสามารถปรับเก้าอี้ให้ต่ำลง เอนตัวลงเล็กน้อย และใช้หมอนรูปตัว U รองคอ เพื่อป้องกันศีรษะเอียงไปด้านข้างและปวดคอ หากโต๊ะทำงานของคุณคับแคบมากจนปรับเก้าอี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรซื้อหมอนใบเล็กมารองใต้แขนเพื่อลดแรงกดทับ

4. การเลือกสภาพแวดล้อม

เมื่อพูดถึงการงีบหลับ การเลือกสภาพแวดล้อมก็สำคัญเช่นกัน แม้ว่าการฟังเพลงขณะสวมหูฟังอาจดูน่าเพลิดเพลิน แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นอันตรายต่อหูของคุณ การใช้หูฟังเป็นเวลานานขณะนอนหลับอาจส่งผลเสียต่อการได้ยินและส่งผลต่อเซลล์ขนและแก้วหูในหูชั้นใน

หากที่ทำงานเสียงดังเกินไปและคุณมีปัญหาในการนอนหลับ ลองพิจารณาใช้ที่อุดหูหรือหูฟังตัดเสียงรบกวนที่โต๊ะทำงานของคุณ ซึ่งสามารถปิดกั้นเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างบรรยากาศที่สงบเหมาะแก่การงีบหลับ หากคุณรู้สึกว่านอนหลับยากหากไม่ได้ฟังเสียงอะไร ลองเปิดเสียงไวท์นอยส์เบาๆ เช่น เสียงฝนหรือเสียงพัดลม เพียงแต่ระวังอย่าเปิดเสียงดังเกินไป แค่เพียงพอที่จะกลบเสียงรบกวนรอบข้าง

หลังจากฝึกฝนเคล็ดลับการงีบหลับทั้งสี่ข้อนี้จนชำนาญแล้ว คุณจะสามารถงีบหลับอย่างมีคุณภาพได้ภายในเวลาอันจำกัด จำสูตรงีบหลับอันทรงคุณค่านี้ไว้: งีบหลับ 20-30 นาที ย่อยอาหาร 20-30 นาทีหลังอาหาร และควรนอนหงายหรือเอนหลังเล็กน้อยบนเก้าอี้โดยลดพนักพิงลง และใช้ที่อุดหูเพื่อความเงียบยิ่งขึ้น ทำตามสูตรนี้ แล้วคุณจะเพลิดเพลินกับช่วงบ่ายที่ผ่อนคลายได้อย่างง่ายดาย!

สุดท้ายนี้ นี่คือรายการ "เคล็ดลับการงีบหลับสำหรับคนทำงาน" ที่จะมาแบ่งปันให้คุณ: การนอนหงายพร้อมหมอนอิงเป็นวิธีที่สบายที่สุด ในขณะที่การนอนหงายพร้อมหมอนจะช่วยผ่อนคลายกระดูกสันหลังส่วนคอ การถอดหูฟังจะช่วยให้หูของคุณผ่อนคลาย และการเดินเล่นหลังอาหารช่วยป้องกันอาการแสบร้อนกลางอก การงีบหลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลา แต่การนอนหลับอย่างชาญฉลาดคือกุญแจสำคัญ! ขอให้เราทุกคนค้นพบช่วงเวลาแห่งความสงบสุขและความสบายใจในชีวิตที่วุ่นวาย และดื่มด่ำกับการนอนหลับที่แสนวิเศษทุกครั้ง

บทความล่าสุดดูเพิ่มเติม

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายบ้านให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาหาร การออกกำลังกาย หรือการเฝ้าดูสัญญาณของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งในอุปกรณ์ที่เริ่มกลายเป็นของจำเป็นในทุกบ้านคือ เครื่องวัดความดันโลหิต เพราะโรคความดันโลหิตสู
OMRON HEM-7143T1 เครื่องวัดความดันอัตโนมัติ ดูแลสุขภาพง่ายขึ้นในทุกวัน
เคยยืนมองตู้แช่ในเซเว่นแล้ว “เอ๊ะ…” อยู่หน้าชั้น C-vitt ไหมสีส้มก็อยากลอง สีเหลืองก็ดูสดใส สีแดงก็เหมือนสายสวยผิวดี ไหนจะตัว 0% น้ำตาล หรือสูตรเข้มข้น 1000 มก. อีกสุดท้ายเลือกไม่ถูก ก็หยิบตามฟีลกันไปแบบงง ๆบทความนี้เลยขออาสามาเป็นเพื่อนฟิตเ
เครื่องดื่มวิตามิน C-vitt แต่ละสีแตกต่างกันยังไง เลือกให้ถูกสไตล์ ร่างกายยิ่งแฮปปี้
เช้าไหนรีบมาก ๆ หลายคนมักเลือก “อะไรก็ได้” เป็นอาหารเช้า ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้วมื้อแรกของวันมีอิทธิพลต่อ สมอง มากกว่าที่หลายคนคิด สมองใช้พลังงานมากถึง 20% ของแคลอรี่ทั้งหมด ที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน และต้องการสารอาหา
ถึงเวลาช่วยสมอง! เลิก 5 อาหารเช้ายอดฮิต ทำสมองเสื่อม-แก่เร็ว เสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

แนะนำสำหรับคุณ