เกลือหิมาลายันต่างจากเกลือธรรมดายังไง? เรื่องของเกลือที่ไม่ได้จบแค่เค็ม!

พูดถึง “เกลือ” หลายคนคงนึกถึงของที่อยู่ในครัวแทบทุกบ้าน ใช้ใส่ในต้ม ผัด แกง หรือโรยบนไข่ดาวให้รสกลมกล่อมขึ้นนิด ๆ แต่รู้ไหมว่า...เกลือไม่ได้มีแบบเดียว!
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ “เกลือหิมาลายัน (Himalayan Pink Salt)” กลายเป็นของฮอตฮิตในหมู่สายสุขภาพ สายทำอาหาร และสายแต่งครัว เพราะสีชมพูอ่อน ๆ ของมันดูสวยจนอยากเอาไปถ่ายลง IG มากกว่าเอาไปปรุงอาหารซะอีก 😄
แต่ถ้าพูดในเชิงสาระจริง ๆ มันต่างจากเกลือธรรมดาอย่าง “เกลือแกง” ที่เราคุ้นเคยยังไง? ดีต่อสุขภาพจริงไหม? ทำไมบางร้านอาหารหรูถึงเลือกใช้มันแทนเกลือทั่วไป? วันนี้เรามาเจาะกันแบบละเอียดแต่ไม่เครียดแน่นอน
🧂 เกลือหิมาลายันคืออะไร?
“เกลือหิมาลายัน” หรือ Himalayan Pink Salt คือเกลือที่ขุดมาจากภูเขาหิมาลัย โดยเฉพาะในเขตปากีสถาน ซึ่งเดิมเคยเป็นทะเลโบราณมาก่อนหลายล้านปี
เมื่อทะเลนั้นแห้งไป เหลือเพียงชั้นเกลือที่ถูกปกคลุมด้วยหินและดินมาอย่างยาวนาน เกิดเป็นผลึกเกลือบริสุทธิ์ที่อุดมด้วยแร่ธาตุธรรมชาติกว่า 80 ชนิด เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม และเหล็ก ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกลือหิมาลายันมีสีชมพูอมส้มแบบที่เห็น
ฟังดูอลังการใช่ไหม...จากทะเลในอดีตกาลสู่ครัวในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็น “ของกินที่มีประวัติศาสตร์เป็นล้านปี” เลยทีเดียว!
🍽️ แล้วมันต่างจากเกลือธรรมดายังไง?
เพื่อให้เห็นภาพชัด ลองเปรียบเทียบกันแบบจานต่อจานเลยดีกว่า
ประเภทเกลือ | แหล่งที่มา | ส่วนประกอบหลัก | ลักษณะ | จุดเด่น |
|---|---|---|---|---|
เกลือหิมาลายัน | ภูเขาหิมาลัย (แถบปากีสถาน) | โซเดียมคลอไรด์ + แร่ธาตุกว่า 80 ชนิด | สีชมพูอ่อน / ชมพูเข้ม / ส้มอมแดง | มีแร่ธาตุธรรมชาติ รสกลมกล่อมไม่เค็มจัด |
เกลือแกง (เกลือสินเธาว์) | น้ำทะเลระเหย / บ่อเกลือ | โซเดียมคลอไรด์บริสุทธิ์ 97–99% | สีขาวสะอาด | ราคาถูก ใช้งานง่าย เค็มตรงไปตรงมา |
เกลือทะเล (Sea Salt) | น้ำทะเลระเหยตามธรรมชาติ | โซเดียมคลอไรด์ + แร่ธาตุเล็กน้อย | สีขาวเทา / ขาวขุ่น | เกลือธรรมชาติ รสเค็มละมุนกว่าเกลือแกง |
สรุปแบบเข้าใจง่าย:
เกลือธรรมดาคือ “เกลือบริสุทธิ์” ที่ผ่านการขัดสีและกรองแร่ธาตุออก
ส่วนเกลือหิมาลายันคือ “เกลือดิบจากธรรมชาติ” ที่เก็บเอาแร่ธาตุไว้ครบ ทำให้สีและรสต่างกันอย่างชัดเจน
🧘 ทำไมหลายคนถึงชอบใช้เกลือหิมาลายัน
-
มีแร่ธาตุหลากหลายกว่า
ถึงจะมีปริมาณเล็กน้อย แต่เกลือหิมาลายันมีแร่ธาตุที่ช่วยสมดุลร่างกาย เช่น โพแทสเซียมที่ช่วยเรื่องกล้ามเนื้อ และแมกนีเซียมที่ช่วยคลายความเครียด -
รสเค็มละมุนกว่าเกลือทั่วไป
เวลาปรุงอาหารจะรู้สึกว่าเกลือหิมาลายัน “เค็มกลม” ไม่บาดลิ้น เคล็ดลับของเชฟหลายคนคือใช้มันตอน finishing touch หรือโรยบนอาหารที่สุกแล้ว เช่น สเต๊ก ไข่ดาว หรือผักย่าง -
ภาพลักษณ์ดี ดูสวยเวลาตั้งบนโต๊ะ
เอาจริง ๆ นะ แค่เห็นสีชมพูอมส้มของมันก็รู้สึกสุขภาพดีแล้ว 😂 หลายคนเลยใช้แทนเกลือธรรมดาในขวดโหลแก้วตั้งครัว -
ใช้ได้ทั้งกินและดูแลร่างกาย
นอกจากใช้ปรุงอาหาร ยังนำไปทำสครับขัดผิว แช่น้ำ หรือทำเกลืออาบน้ำได้ เพราะแร่ธาตุช่วยให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย
⚖️ แล้วเรื่อง “สุขภาพ” ล่ะ ดีกว่าเกลือปกติจริงไหม?
อันนี้ต้องพูดกันตามตรงแบบไม่อวย
ในแง่ของ โซเดียม (Sodium) เกลือหิมาลายันกับเกลือปกติ “ใกล้เคียงกันมาก” คือประมาณ 97–99% ของน้ำหนักทั้งหมด
ดังนั้น ถ้ากินเยอะเกินไปก็ยังเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงเหมือนเดิม
แต่ข้อดีของเกลือหิมาลายันคือมีแร่ธาตุอื่น ๆ ที่ช่วย “บาลานซ์” ความเข้มข้นของโซเดียมในร่างกายได้เล็กน้อย และด้วยความที่มันเค็มน้อยกว่า ทำให้เรามักใช้ปริมาณน้อยลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีทางอ้อมสำหรับคนที่ต้องการลดเค็ม
🧑🍳 เหมาะกับใคร / ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า
🍳 1. สายทำอาหาร
ใช้โรยหน้าเมนูที่ต้องการโชว์รสชาติของวัตถุดิบ เช่น
-
สเต๊กเนื้อ / แซลมอนย่าง
-
ไข่ดาว / มันบด
-
พาสต้า หรือผักย่าง
เพราะรสของเกลือหิมาลายันจะช่วย “ดึงรสธรรมชาติ” ของอาหารออกมา โดยไม่กลบกลิ่น
🥗 2. สายสุขภาพ
ใช้ปรุงอาหารแทนเกลือปกติได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะเมนูคลีน เพราะรสไม่แรง และให้ความรู้สึกเค็มเบา ๆ เหมาะกับคนที่กำลังคุมโซเดียม
🛁 3. สายสปาและดูแลตัวเอง
สามารถนำไปผสมในน้ำอุ่นสำหรับแช่เท้า หรือใช้ทำสครับผิว เพราะแร่ธาตุช่วยให้ผิวรู้สึกเนียนขึ้นและลดความเมื่อยล้า
🧂 เกลือหิมาลายันมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้
-
แบบผงละเอียด: เหมาะกับการปรุงอาหารทั่วไป เช่น ซุป ผัด หรือเบเกอรี่
-
แบบเกล็ดหยาบ: ใช้โรยหน้าอาหาร หรือใส่เครื่องบด (Salt Grinder)
-
แบบก้อน: ใช้ทำสปา แช่น้ำ หรือวางดูดกลิ่นในห้อง
เคล็ดลับเล็ก ๆ:
เกลือหิมาลายันแบบก้อนสามารถวางในห้องนอนหรือห้องครัวเพื่อช่วยดูดความชื้นได้ด้วยนะ ดูดีและใช้ประโยชน์ได้จริง
⚠️ ข้อควรรู้ก่อนใช้
-
ถึงจะเป็นเกลือธรรมชาติ แต่ก็ไม่ควรบริโภคเกินวันละ 1 ช้อนชา
-
ถ้าใช้กับเด็กเล็กหรือผู้ป่วยโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
-
ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท เพราะเกลือสามารถดูดความชื้นได้ดีมาก
🧡 แล้วควรใช้เกลือหิมาลายันแทนเกลือปกติไหม?
คำตอบคือ “แล้วแต่จุดประสงค์”
ถ้าอยากได้รสเค็มชัด ๆ สำหรับหมักอาหารหรือดองผัก เกลือธรรมดายังตอบโจทย์ที่สุด
แต่ถ้าอยากได้รสละมุน ดูดี และใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เกลือหิมาลายันคือคำตอบ
พูดง่าย ๆ คือมันไม่ได้แทนกันแบบ 100% แต่ “อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว” เหมือนพริกไทยดำกับขาวนั่นแหละ คนละอารมณ์แต่เสริมกันดี
🌸 สรุป: ความต่างที่มากกว่าแค่สีชมพู
เกลือหิมาลายันอาจดูเป็นของธรรมดา แต่พอเข้าใจที่มาของมันแล้วจะรู้ว่ามันมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง
ทั้งในแง่ของความเป็นธรรมชาติ แร่ธาตุที่ซ่อนอยู่ และความละมุนในรสชาติที่ไม่บาดลิ้น
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายทำอาหาร สายสุขภาพ หรือแค่คนที่อยากแต่งครัวให้ดูดี
เกลือหิมาลายันคือของเล็ก ๆ ที่ช่วยเพิ่มทั้งความสวยและสุขภาพได้พร้อมกัน
สุดท้ายนี้…ถึงเกลือจะต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือ “ใส่ใจปริมาณ” มากกว่า
เพราะไม่ว่าจะเกลือชมพูหรือเกลือขาว ถ้าใส่เยอะเกินไป อาหารที่อร่อยก็กลายเป็นอาหารที่ต้องจิบน้ำตามทันที 😅
แนะนำสำหรับคุณ
แปรงแต่งหน้า อุปกรณ์สำหรับความงาม
Active Life|HD เก็บทุกความหลงใหลของคุณด้วย Action camera
เทรนด์ BEAUTY เกาหลีประจำซัมเมอร์ 2025 🔥
รีวิวโปรเจ็กเตอร์ Magcubic: เปลี่ยนบ้านให้เป็นโรงหนังส่วนตัว
เรียนรู้“30 วันที่ดีที่สุดในการการลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี
เปิดตัว Apple Watch Ultra 3 ตัวใหม่ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน






