สัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นมะเร็งลำไส้ — อย่ามองข้ามอาการเล็ก ๆ ที่ร่างกายพยายามบอกคุณ

user avatar
Ornicha.M (Kiw)·2025-11-21T04:24Z
点赞
สัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นมะเร็งลำไส้ — อย่ามองข้ามอาการเล็ก ๆ ที่ร่างกายพยายามบอกคุณ

ถ้ามีสิ่งหนึ่งที่คนรักสุขภาพทุกคนกลัวเหมือนกัน คงไม่พ้น “โรคที่เงียบแต่อันตราย” โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ ที่เป็นโรคใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมาก ทุกวันนี้คนทำงานจำนวนมากใช้เวลาไปกับการนั่งนาน เครียดง่าย ไม่ค่อยออกกำลัง และเลือกกินอาหารเร็ว ๆ แบบไม่ค่อยได้ดูแลลำไส้เท่าไหร่
แล้วรู้ไหมว่า…หลายคนเจออาการผิดปกติอยู่บ่อย ๆ แต่คิดว่า “เดี๋ยวก็หาย” ทั้งที่จริงอาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าร่างกายกำลังขอความช่วยเหลือแบบจริงจัง

วันนี้เราเลยหยิบ 4 สัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ที่คนมักมองข้าม มาเล่าแบบเข้าใจง่าย ๆ สไตล์เทรนเนอร์เพื่อนฟิตเนส ที่ห่วงสุขภาพคุณพอ ๆ กับตอนเชียร์ให้ยกดัมบ์เบลล์เพิ่มอีกเซ็ต!
ตั้งใจอ่านนิดนึงนะ เพราะถ้ารู้เท่าทันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ป้องกันได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer)

มะเร็งลำไส้คืออะไร? ทำไมเราควรสนใจ

ก่อนจะไปดูอาการ ขอพาเข้าโหมดข้อมูลแบบกระชับ
มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer) เกิดจากการที่เซลล์ในลำไส้มีการเปลี่ยนแปลงและแบ่งตัวผิดปกติ จนเกิดเป็นก้อนเนื้อและอาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในที่สุด
ปัจจัยเสี่ยงมีหลากหลาย เช่น

  • พักผ่อนไม่พอ

  • ทานอาหารไขมันสูง/กากใยน้อย

  • ไม่ออกกำลังกาย

  • มีประวัติครอบครัว

  • เครียดสะสม

  • อายุ 45 ปีขึ้นไป

ข่าวดีคือ มะเร็งลำไส้ รักษาได้สูงมากเมื่อพบเร็ว และอาการเตือนก็ไม่ได้ซับซ้อนเลย แค่เราต้องรู้จักสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

4 สัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ด้านล่างนี้คืออาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ แต่ต้องย้ำว่า อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นมะเร็งทันที
เพียงแต่เป็น “เสียงเตือน” ที่ควรให้ความสำคัญ และควรพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

1) อาการเบ่งถ่ายไม่สุด (Tenesmus)

ถ้าคุณรู้สึกว่า “อยากถ่ายแต่ถ่ายไม่หมด” หรือมีความรู้สึกค้าง ๆ ในลำไส้อยู่ตลอด แม้จะเพิ่งเข้าห้องน้ำมาไม่นาน—นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ
อาการนี้เกิดจากการที่มีสิ่งบางอย่างอุดกั้น เช่น ก้อนเนื้อหรือการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ ทำให้ร่างกายส่งสัญญาณว่า “ยังถ่ายไม่สุด” แม้จะไม่มีอะไรเหลือแล้วก็ตาม

นี่เป็นหนึ่งใน คีย์เวิร์ดของอาการมะเร็งลำไส้ที่ถูกค้นหาบ่อยที่สุด และเป็นสัญญาณเตือนที่คู่ควรกับการตรวจสุขภาพโดยทันที

2) ปวดท้องน้อยหรือปวดทวารหนัก โดยเฉพาะหลังตื่นนอน

มีหลายครั้งที่เราโทษหมอนบ้าง โทษการนั่งทำงานนานบ้าง
แต่ถ้าเป็นอาการปวดแบบ “เจาะจงบริเวณลำไส้หรือต้นทวาร” และมักเกิดตอนเช้าทุกวัน หรือเป็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้น่าจับตา
ความปวดนี้อาจเกิดจาก

  • การอุดกั้นของลำไส้

  • การบีบตัวผิดปกติ

  • หรือการมีสิ่งแปลกปลอมอย่างก้อนเนื้อในช่องลำไส้

อย่าปล่อยผ่านไปว่า “ปวดเพราะท้องผูกเฉย ๆ” เพราะหลายเคสเริ่มต้นแบบนั้นจริง ๆ

3) อ่อนเพลีย โทรม เหนื่อยง่ายตั้งแต่ลืมตา

หลายคนคิดว่าเหนื่อยเพราะทำงานหนัก แต่ร่างกายที่ “โทรมตั้งแต่เช้า” คือสัญญาณไม่ปกติ
มะเร็งลำไส้อาจทำให้

  • ดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง

  • มีเลือดออกเล็กน้อยในลำไส้จนขาดธาตุเหล็ก

  • ทำให้ร่างกายสร้างพลังงานได้ไม่ดี

ผลคือ…ตื่นมาแล้วเหนื่อยเหมือนยังไม่ได้นอน

ถ้าอ่อนเพลียแบบนี้ติด ๆ กันหลายวัน แนะนำให้ฟังร่างกายและไปตรวจนะ
เทรนเนอร์ยังต้องพัก ส่วนตัวเราเองยิ่งต้องดูแล!

4) อุจจาระรูปร่างผิดปกติ มีเลือด/เมือกปน

นี่คือสัญญาณที่เห็นชัดที่สุด
ลำไส้ของเรามีก้อนเนื้อหรือการอักเสบอยู่หรือไม่ สามารถดูได้จากสิ่งที่ออกมาด้วย เช่น

  • อุจจาระเล็กลงผิดปกติ

  • อุจจาระแข็งเป็นก้อนแปลก ๆ

  • มีเลือดติดกระดาษทิชชู่

  • มีเมือกสีขาวเจือปน

  • สีเข้มเหมือนยางมะตอย (อาจเป็นเลือดจากด้านบน)

ไม่ต้องตกใจ แต่ห้ามละเลยเด็ดขาด
เพราะนี่เป็นหนึ่งในอาการที่ทำให้แพทย์ “จับสัญญาณมะเร็งลำไส้ได้เร็วที่สุด”

เช็กปัจจัยเสี่ยง อาการ "อ่อนเพลีย" หลังติดเชื้อโควิด-19

ใครบ้างที่ควรใส่ใจสัญญาณเหล่านี้เป็นพิเศษ?

✔ คนอายุ 40–50 ปีขึ้นไป

เป็นช่วงที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เป็นประจำอยู่แล้ว

✔ คนในครอบครัวมีประวัติมะเร็งลำไส้

ถือว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

✔ คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง

  • ชอบกินเนื้อแปรรูป

  • ไม่ชอบกินผักผลไม้

  • ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย

  • นั่งทำงานนาน ไม่ออกกำลัง

✔ คนมีอาการเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ

ท้องผูกสลับท้องเสีย อ่อนเพลียไม่มีเหตุผล น้ำหนักลดผิดปกติ

✔ คนที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของอุจจาระ

นี่คือสัญญาณลำไส้กำลังบอกอะไรบางอย่าง

เคล็ดลับดูแลลำไส้ เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ในชีวิตประจำวัน

ขอบอกเลยว่า “สุขภาพลำไส้ดี = สุขภาพทั้งร่างกายดี”
วิธีป้องกันไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด

1) เพิ่มกากใยให้ชีวิต

ทานผักผลไม้ ธัญพืช ถั่ว
วันละ 25–30 กรัมจะช่วยให้ลำไส้ทำงานเป็นจังหวะ

2) ดื่มน้ำเยอะขึ้น

น้ำคือผู้ช่วยล้างลำไส้ชั้นดี
ช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงท้องผูก

3) ขยับร่างกายวันละ 20–30 นาที

การเดิน วิ่ง โยคะ หรือยืดกล้ามเนื้อ
ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้แบบเห็นผล

4) เลี่ยงอาหารแปรรูป–ของทอด–เนื้อแดงบ่อย ๆ

ไม่ได้ห้าม แต่ลดหน่อยจะดีต่อลำไส้ระยะยาวมาก

5) หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี

โดยเฉพาะการตรวจอุจจาระหาเลือดแฝง และการส่องลำไส้ตามอายุที่เหมาะสม

สรุป: ฟังร่างกายไว้ก่อน = โอกาสรอดสูงขึ้นมาก

โรคมะเร็งลำไส้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
แต่ข่าวดีคือ เรามีโอกาสป้องกันและตรวจพบได้เร็วมาก หากเราสังเกตตัวเองดีพอ

4 สัญญาณเตือนที่เล่ามาทั้งหมดไม่ใช่ให้คุณกลัว
แต่ให้คุณ ใส่ใจ

บทความล่าสุดดูเพิ่มเติม

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายบ้านให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาหาร การออกกำลังกาย หรือการเฝ้าดูสัญญาณของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งในอุปกรณ์ที่เริ่มกลายเป็นของจำเป็นในทุกบ้านคือ เครื่องวัดความดันโลหิต เพราะโรคความดันโลหิตสู
OMRON HEM-7143T1 เครื่องวัดความดันอัตโนมัติ ดูแลสุขภาพง่ายขึ้นในทุกวัน
เคยยืนมองตู้แช่ในเซเว่นแล้ว “เอ๊ะ…” อยู่หน้าชั้น C-vitt ไหมสีส้มก็อยากลอง สีเหลืองก็ดูสดใส สีแดงก็เหมือนสายสวยผิวดี ไหนจะตัว 0% น้ำตาล หรือสูตรเข้มข้น 1000 มก. อีกสุดท้ายเลือกไม่ถูก ก็หยิบตามฟีลกันไปแบบงง ๆบทความนี้เลยขออาสามาเป็นเพื่อนฟิตเ
เครื่องดื่มวิตามิน C-vitt แต่ละสีแตกต่างกันยังไง เลือกให้ถูกสไตล์ ร่างกายยิ่งแฮปปี้
เช้าไหนรีบมาก ๆ หลายคนมักเลือก “อะไรก็ได้” เป็นอาหารเช้า ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้วมื้อแรกของวันมีอิทธิพลต่อ สมอง มากกว่าที่หลายคนคิด สมองใช้พลังงานมากถึง 20% ของแคลอรี่ทั้งหมด ที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน และต้องการสารอาหา
ถึงเวลาช่วยสมอง! เลิก 5 อาหารเช้ายอดฮิต ทำสมองเสื่อม-แก่เร็ว เสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

แนะนำสำหรับคุณ