อย่ามองเป็นเรื่องไกลตัว — พบ “โรคมะเร็งในวัยเด็ก” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย

แม้คำว่า “มะเร็ง” จะมักถูกเชื่อมโยงกับผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับอีกหนึ่งปัญหาที่เงียบงันและน่ากังวลไม่แพ้กัน นั่นคือ “โรคมะเร็งในเด็ก” ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 🩺
ข้อมูลจากกรมการแพทย์ระบุว่า ในแต่ละปีประเทศไทยมีเด็กป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่กว่า 1,000–1,500 ราย โดยพบมากในกลุ่มอายุระหว่าง 2–12 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เด็กควรจะได้เรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตอย่างสดใสที่สุด แต่กลับต้องมาพบกับโรคร้ายที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาและครอบครัวไปอย่างสิ้นเชิง 💔
มะเร็งในเด็กคืออะไร ? ต่างจากมะเร็งในผู้ใหญ่อย่างไร
หลายคนอาจคิดว่ามะเร็งในเด็กคือโรคเดียวกันกับในผู้ใหญ่ แต่ความจริงแล้วแตกต่างกันในหลายด้าน — ทั้งสาเหตุ ความเร็วในการลุกลาม รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษา
ในผู้ใหญ่ มะเร็งมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงสะสม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัมผัสสารเคมีเป็นเวลานาน แต่ในเด็กนั้น “มะเร็งมักเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน” อาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือความบกพร่องในการแบ่งตัวของเซลล์ในระหว่างการเจริญเติบโตของร่างกาย
แพทย์จึงมักเรียกว่าเป็น “โรคแห่งโอกาส” — หมายถึง เด็กที่สุขภาพดีทั่วไปก็สามารถป่วยได้โดยไม่ต้องมีปัจจัยเสี่ยงมาก่อนเลย 🧬
มะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก
มะเร็งในเด็กมีหลายชนิด แต่ที่พบมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่
-
มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) – เป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในเด็ก คิดเป็นราว 30–40% ของผู้ป่วยทั้งหมด เด็กจะมีอาการซีด เหนื่อยง่าย มีจ้ำเลือด ฟกช้ำ หรือมีไข้บ่อย
-
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) – มักมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ
-
มะเร็งสมองและไขสันหลัง – ทำให้เด็กมีอาการปวดหัวบ่อย อาเจียนตอนเช้า เดินเซ หรือสูญเสียการทรงตัว
-
มะเร็งไตชนิดวิล์มส์ (Wilms’ tumor) – มักพบในเด็กเล็กอายุ 3–5 ปี สังเกตได้จากก้อนในช่องท้อง
-
มะเร็งกระดูก (Osteosarcoma) – พบในวัยรุ่นที่ร่างกายกำลังโต มีอาการปวดกระดูกหรือบวมที่แขนและขา
สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
หนึ่งในปัญหาที่ทำให้มะเร็งในเด็กถูกพบช้าคือ “อาการไม่ชัดเจน” ทำให้หลายครอบครัวเข้าใจผิดว่าเป็นอาการป่วยธรรมดา เช่น หวัด หรืออ่อนเพลียจากการเล่น
สัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ ได้แก่ 👇
-
เด็กซีด เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
-
มีไข้บ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
-
เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
-
มีจ้ำเลือด ฟกช้ำง่าย
-
ปวดศีรษะบ่อย อาเจียนตอนเช้า
-
คลำพบก้อนในท้อง คอ หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย
-
ปวดกระดูกหรือข้อต่อโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากพบอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด 🚑
การรักษามะเร็งในเด็ก
แม้คำว่า “มะเร็ง” จะฟังดูน่ากลัว แต่ปัจจุบัน การรักษามะเร็งในเด็กมีโอกาสหายขาดสูงถึง 70–80% หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น
แนวทางหลักในการรักษาประกอบด้วย
-
เคมีบำบัด (Chemotherapy) 💊 ใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจาย
-
การฉายรังสี (Radiation Therapy) 🔆 เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
-
การผ่าตัด (Surgery) 🏥 ในกรณีที่ก้อนเนื้อยังอยู่เฉพาะจุด
-
การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) 🧫 ใช้ในผู้ป่วยที่มะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การรักษาอย่างต่อเนื่องและครบกระบวนการ” เพราะแม้เด็กจะดูแข็งแรงขึ้น แต่อาจยังมีเซลล์มะเร็งที่ซ่อนอยู่
ผลกระทบทางจิตใจและครอบครัว
เมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ร่างกายของเขา แต่คือ “โลกทั้งใบของครอบครัว”
พ่อแม่จำนวนมากต้องลาออกจากงานเพื่อเฝ้าดูแลลูก บางคนต้องเดินทางไกลจากต่างจังหวัดมารักษาในกรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ความเครียด ความกลัว และภาระค่าใช้จ่ายกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน
แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ — เด็กจำนวนมากกลับมี “หัวใจที่เข้มแข็งกว่าผู้ใหญ่” พวกเขายังยิ้ม หัวเราะ และพูดว่า “อยากกลับไปโรงเรียน” หรือ “อยากหายไวๆ จะได้เล่นกับเพื่อน” เสียงเล็กๆ เหล่านี้คือแรงผลักดันให้ครอบครัวและทีมแพทย์ไม่ยอมแพ้ 💪💖
บทบาทของสังคมและหน่วยงานช่วยเหลือ
ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่ช่วยเหลือเด็กป่วยมะเร็ง ทั้งด้านการรักษาและการใช้ชีวิต เช่น
-
มูลนิธิศูนย์มะเร็งในเด็ก (Thai Pediatric Oncology Foundation) ที่ช่วยค่าใช้จ่ายทางการแพทย์
-
โครงการบ้านพักผู้ป่วยเด็กใกล้โรงพยาบาล เพื่อให้ครอบครัวต่างจังหวัดมีที่อยู่ระหว่างการรักษา
-
โครงการให้กำลังใจผ่านกิจกรรมบำบัด เช่น ศิลปะ ดนตรี หรือการอ่านนิทาน ช่วยให้เด็กมีกำลังใจและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว 🎨📚
เพราะ “กำลังใจ” คือยารักษาที่ทรงพลังไม่แพ้ยาเคมีบำบัดเลย
อนาคตของเด็กที่รอดชีวิตจากมะเร็ง
ข่าวดีคือ เด็กที่หายจากมะเร็งสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ ไม่ว่าจะเรียน เล่น หรือทำงานเหมือนคนทั่วไป เพียงแค่ต้องติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
หลายคนเติบโตขึ้นมาเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้กับคนอื่น เช่น
-
แพทย์ที่เคยเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
-
นักเรียนทุนที่อยากกลับมาช่วยรักษาเด็กป่วยรุ่นต่อไป
-
ศิลปินหรือยูทูบเบอร์ที่เล่าประสบการณ์ต่อสู้กับโรคอย่างเข้มแข็ง
พวกเขาคือ “นักสู้ตัวเล็ก” ที่เติบโตมาพร้อมหัวใจอันยิ่งใหญ่ 💫
โรคนี้อาจดูเหมือนห่างไกลจากชีวิตเรา แต่แท้จริงแล้ว — อาจเกิดขึ้นได้กับใครก็ได้ในสังคม
การตระหนักรู้ตั้งแต่วันนี้ ช่วยให้เรารู้จัก “สังเกต” และ “ไม่ละเลย” อาการผิดปกติของเด็กๆ รอบตัว รวมถึงสนับสนุนองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กป่วยเหล่านี้ได้
อย่ารอให้เรื่องนี้ใกล้ตัวเกินไป เพราะ “การรู้เร็ว รักษาเร็ว” คือหนทางที่ดีที่สุดในการให้เด็กๆ เหล่านี้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง 😊
แนะนำสำหรับคุณ
ปกป้องสุขภาพจากภัยที่มองไม่เห็น ด้วยเครื่องฟอกอากาศ!
เรียนรู้“30 วันที่ดีที่สุดในการการลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี
หมอนรองนอน: ไอเท็มเด็ดสำหรับคนขี้ร้อนที่อยากนอนหลับสบาย
น้ำยาบ้วนปาก🛁 ไอเทมเพิ่มความมั่นใจประจำวัน
รสดีเมนู: มีติดครัวไว้ อร่อยได้ทุกเมนูไม่ต้องปรุงเพิ่ม!
ปรับบุคลิกให้ดูดี: แค่เริ่มจากท่าทางง่ายๆ ก็เห็นผล!
ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ!
“อุปกรณ์กำจัดขน ไม่ใช่เครื่องพันธนาการอันเปราะบาง แต่คือการประกาศอิสรภาพของร่างกายและความงามในแบบที่เราเลือกเอง”
คาเฟ่ อเมซอน: กาแฟระดับพรีเมียม เพื่อช่วงเวลาแห่งความสุข
