หมดไฟไม่รู้ตัว! ความเหนื่อยล้าในกรุงเทพฯ กำลังรบกวนการนอน

ในโลกยุคเร่งรีบที่ชีวิตเหมือนถูกตั้งความเร็วไว้สูงเกินพอดี ความเหนื่อย ความเครียด และความรู้สึกหมดไฟได้กลายเป็นสภาวะที่แผ่ซ่านอยู่ในทุกพื้นของสังคมไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองที่ตื่นอยู่ตลอดเวลา ผู้คนต้องเดินทางไกล ทำงานหนัก รับมือกับข้อมูลถาโถม และพยายามบริหารชีวิตหลายบทบาทพร้อมกัน ในขณะที่สังคมก็ยังยกย่องวัฒนธรรม “ขยันไม่พัก” ราวกับเป็นมาตรวัดความสำเร็จ
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อพบว่า คนกรุงเทพฯ 7 ใน 10 คนกำลังเผชิญภาวะหมดไฟ ข้อมูลนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่แค่สะเทือนใจ แต่ยังสะท้อนปัญหาที่ลึกและกว้างกว่าที่หลายคนคิด เพราะการหมดไฟสัมพันธ์กับความเครียดเรื้อรัง ภาวะล้าแบบสะสม และผลกระทบต่อการนอนหลับในระดับที่คนทั่วไปอาจไม่ทันสังเกต
รายงานจากบริษัทสุขภาพระดับโลก Cigna ก็ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า คนวัยทำงานไทยจำนวนมากกำลังอยู่ในสภาวะที่ทั้งเครียด ทั้งเหนื่อย และหมดแรงใจมากกว่าที่เคยมีมาในทศวรรษที่ผ่านมา โดย 97% ของคนวัยทำงานเริ่มหมดไฟ และ 86% ตึงเครียดจนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นสัญญาณของความหนักหน่วงที่สังคมและเศรษฐกิจยุคใหม่ผลักใส่ผู้คนจนล้นมือ และสะท้อนความจริงว่า “การฝืน” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
วัฒนธรรมการทำงานที่ส่งเสริมความเหนื่อยล้า และความรู้สึกผิดที่ไม่ให้ตัวเองหยุดพัก
คนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับค่านิยมที่บอกว่าการทำงานหนักคือความดี การลุยต่อคือความเข้มแข็ง การพักคือความขี้เกียจ ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังในที่ทำงาน หรือค่านิยมในครอบครัว สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้การทำงานล้นเกินกลายเป็นเรื่องปกติ จนหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังแบกรับมากเกินไป
แม้ในวันที่เหนื่อยที่สุด หลายคนยังคงเลือกที่จะไม่พัก เพราะ “กลัวงานค้าง” หรือ “กลัวเสียโอกาส” หรือยิ่งไปกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่เชื่อว่าตนควรทำได้มากกว่านี้ ควรอดทนให้มากกว่านี้ จนการพักผ่อนกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย ทั้งที่จริงแล้วร่างกายกำลังร้องขอการหยุดมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อการมีวันหยุดยาวไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป คนจำนวนมากเริ่มพักด้วยการหา “ช่วงเวลาสั้น ๆ” เช่น การไถโทรศัพท์สักสิบนาทีก่อนนอน การชมคลิปตลกหรือเพลงผ่อนคลาย การเปิดโซเชียลสักพักให้สมองไม่ต้องคิด แต่แม้กระทั่งเวลานั้นก็ยังถูกแทรกแซงด้วยเสียงแจ้งเตือนงาน แชทลูกค้า หรืออีเมลที่เด้งเข้ามาอย่างไม่จบสิ้น
สมองที่พยายามจะพักจึงยังคงตื่นตัวอยู่เสมอ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเหนื่อยล้าที่ไม่เคยคลี่คลาย
ความเครียดแฝงที่ทำลายคุณภาพการนอนหลับ งานวิจัยยืนยันชัดว่า “สมองไม่ปิด สุดท้ายร่างกายก็ไม่พัก”
การนอนหลับเป็นทั้งกลไกซ่อมแซมร่างกายและรีเซ็ตจิตใจ แต่ในยุคที่ชีวิตไม่เคยหยุดพัก แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ควรนอน สมองก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของวันพรุ่งนี้และงานที่ยังไม่เสร็จ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Somnologie ปี 2024 ชี้ว่า ความคิดเกี่ยวกับงานที่ยังคงวนซ้ำในหัวก่อนนอน ทำให้ร่างกายไม่สามารถเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายได้เต็มที่ ซึ่งส่งผลให้คุณภาพการนอนแย่ลงเรื่อย ๆ ในระยะยาว
คนหลายคนคิดว่าตัวเอง “นอนพอ” แต่นั่นเป็นเพียงตัวเลขของชั่วโมง หลายคนหลับไปทั้งที่สมองยังตื่น แม้จะหลับ แต่กลับตื่นมาพร้อมความอ่อนเพลียเหมือนยังไม่ได้พัก ความเหนื่อยแบบนี้คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “อ่อนเพลียภายใน” หรือ Internal Fatigue ซึ่งต่างจากความเหนื่อยทางกายที่รู้ตัวชัดเจน
ภาวะแบบนี้ทำให้ตื่นมาก็ล้า ทำงานก็ล้า และยิ่งล้าก็ยิ่งนอนไม่ดี เป็นวงจรที่ไม่สามารถหลุดออกได้ง่าย ๆ
การพักผ่อนในความหมายใหม่ ไม่ใช่แค่การนอน แต่คือการตัดขาดจากเรื่องงานอย่างแท้จริง
การพักผ่อนไม่ใช่แค่การนอนหลับ แต่คือการให้พื้นที่ตัวเองอยู่ห่างจากสิ่งที่ทำให้เครียด เพื่อให้สมองลดการตื่นตัวและปรับเข้าสู่จังหวะสบาย การตัดขาดจากความคิดเรื่องงานจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพักผ่อนที่แท้จริง
คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองหาวิธีรีเซ็ตความล้าแบบใหม่ ๆ เช่น
การกำหนดเวลาห้ามเปิดแชทงานหลังเลิกงาน
การทำสมาธิสั้น ๆ ก่อนนอน
การฝึกควบคุมลมหายใจเพื่อให้สมองคลายตัว
การเล่นโยคะเพื่อปรับสมดุลทั้งกายและใจ
การอ่านหนังสือหรือฟังเพลงช้า ๆ
การเลือกใช้ตัวช่วยเสริมเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ในระดับเบา ๆ เช่นผลิตภัณฑ์ CBD (ในพื้นที่ที่ถูกกฎหมาย)
วิธีเหล่านี้ไม่ใช่การหนีงาน แต่คือการให้ตัวเองได้ยืนบนพื้นที่ปลอดภัย เพื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่ในวันรุ่งขึ้นโดยไม่ต้องสะสมความล้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การหยุดพักไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการให้เกียรติตัวเอง
โลกยุคใหม่ผลักดันให้ทุกคนต้องเก่งขึ้น เร็วขึ้น และรับผิดชอบสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น แต่ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานต่อเนื่องไม่หยุดพัก ความเหนื่อย ความว่างเปล่า และความหมดไฟจึงไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง
การพักไม่ใช่การหนี แต่คือการเตรียมพลังเพื่อกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ การยอมรับว่าตัวเองเหนื่อยไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความกล้าที่สุดแบบหนึ่ง และเป็นการให้เกียรติทั้งร่างกายและจิตใจ
เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองต่อการพัก และเริ่มมองว่าการดูแลตนเองควรเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนการกินหรือการนอน โลกวุ่นวายใบนี้ก็จะเบาลงทีละนิด
ผลวิจัยที่ชี้ว่า 7 ใน 10 คนกรุงเทพฯ กำลังหมดไฟ ไม่ได้บอกให้เราตกใจ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่าเราควรเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการพักผ่อน การนอนหลับ และการดูแลตนเองใหม่
ความเหนื่อยล้าภายในคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่ทำร้ายคุณภาพชีวิตอย่างลึกซึ้ง การหยุดพักแม้เพียงสั้น ๆ การทำกิจกรรมที่ช่วยรีเซ็ตสมอง การจัดการความคิด และแม้แต่การใช้ตัวช่วยที่เหมาะสม เช่น CBD ในประเทศที่อนุญาต สามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจกลับมาสมดุลขึ้นได้
ท้ายที่สุด การพักไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย และไม่ใช่สิ่งที่ต้องรู้สึกผิด แต่เป็นการแสดงออกของการรักตัวเองอย่างถูกต้องที่สุด เพราะถ้าไม่ไหว การฝืนไม่เคยทำให้ดีขึ้น การยอมรับและให้ร่างกายหยุดหายใจลึก ๆ ต่างหากที่เป็นก้าวแรกสู่ชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
แนะนำสำหรับคุณ
“อุปกรณ์กำจัดขน ไม่ใช่เครื่องพันธนาการอันเปราะบาง แต่คือการประกาศอิสรภาพของร่างกายและความงามในแบบที่เราเลือกเอง”
ปกป้องสุขภาพจากภัยที่มองไม่เห็น ด้วยเครื่องฟอกอากาศ!
น้ำยาบ้วนปาก🛁 ไอเทมเพิ่มความมั่นใจประจำวัน
เรียนรู้“30 วันที่ดีที่สุดในการการลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี
รสดีเมนู: มีติดครัวไว้ อร่อยได้ทุกเมนูไม่ต้องปรุงเพิ่ม!
คาเฟ่ อเมซอน: กาแฟระดับพรีเมียม เพื่อช่วงเวลาแห่งความสุข
หมอนรองนอน: ไอเท็มเด็ดสำหรับคนขี้ร้อนที่อยากนอนหลับสบาย
ปรับบุคลิกให้ดูดี: แค่เริ่มจากท่าทางง่ายๆ ก็เห็นผล!
ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ!
